ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีกลับมามีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาอีกครั้ง เมื่อ Bitcoin ปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ $86,857 หลังแรงซื้อที่แข็งแกร่งสามารถทะลุผ่านกำแพงสภาพคล่องฝั่งขาย (Ask Liquidity) บริเวณ $85,000–$85,700 ได้สำเร็จ ส่งผลให้กำแพงคำสั่งขายถัดไปใน Order Book ขยับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่โซน $87,300–$87,800 ขณะที่การพุ่งขึ้นของราคาในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่ถือสถานะ Short โดยข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่ามีมูลค่าการล้างพอร์ต (Short Liquidations) สูงถึง $122 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความผันผวนที่รุนแรงในตลาดอนุพันธ์
ข้อมูลจาก TradingView แสดงให้เห็นว่าราคา BTC/USD เคยขึ้นไปแตะระดับ $86,857 บนกระดานเทรด Bitstamp ก่อนที่จะมีการย่อตัวลงมาเล็กน้อยต่ำกว่าระดับ $86,000 ในเวลาต่อมา ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นระดับราคาสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องใน Order Book ที่มีการกระจุกตัวของคำสั่งขายบริเวณ $85,000 ซึ่งถูกแรงซื้อกวาดล้างออกไปจนหมดสิ้น ตามรายงานจาก Glassnode ที่ระบุว่าการลดลงของสภาพคล่องฝั่งขายเหนือระดับราคาปัจจุบัน จะช่วยเปิดทางให้ราคา Bitcoin สามารถเคลื่อนที่ขึ้นไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
กลไกสภาพคล่องและจุดเปลี่ยนสำคัญของราคา
การทะลุผ่านแนวต้านสำคัญในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสภาพคล่องในตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนหน้านี้มีการรายงานถึงคำสั่งขายมูลค่ากว่า $30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่วางขวางอยู่บริเวณ $85,700 ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวต้านทางจิตวิทยาและทางเทคนิคที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อแรงซื้อสามารถเอาชนะกำแพงดังกล่าวได้ สภาพคล่องที่เคยหนาแน่นก็ถูกดูดซับไป ส่งผลให้เกิดภาวะ Short Squeeze ที่ผลักดันราคาให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน พื้นที่บริเวณ $86,000 ยังคงเป็นจุดที่น่าสนใจในเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากเป็นระดับราคาต้นทุนเฉลี่ย (Aggregate Breakeven Zone) ของนักลงทุนในกลุ่ม Spot Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้เล่นหลักที่มีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดในปัจจุบัน การที่ราคาสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้จึงเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนสถาบัน และอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการสะสมเหรียญเพิ่มเติมในระยะยาว
ผลกระทบต่อกระแสเงินทุนและแนวโน้มตลาดในอนาคต
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่า การจะยืนยันแนวโน้มขาขึ้นอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) ที่ต้องเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิ (Net Inflows) ของกลุ่ม ETF แม้ว่ากองทุนอย่าง iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock จะยังคงมีการซื้อสะสมอย่างต่อเนื่อง แต่ภาพรวมของกระแสเงินทุนรายวันยังคงมีความผันผวนและลดลงเมื่อเทียบกับช่วงที่เคยทำสถิติสูงสุดในเดือนกันยายน
นักลงทุนควรติดตามความเคลื่อนไหวของกระแสเงินทุนในวันถัดไปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากตัวเลข Net Inflows กลับมาเร่งตัวขึ้นใกล้เคียงกับระดับ $999 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหมือนที่เคยเกิดขึ้น จะถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดถึงความต้องการที่แท้จริงของตลาด ในขณะที่ความเสี่ยงเรื่องการล้างพอร์ตในระดับราคาที่สูงกว่า $87,300 ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะหากราคาไม่สามารถรักษาโมเมนตัมไว้ได้ อาจเกิดแรงเทขายทำกำไรที่ส่งผลให้ราคาเกิดการปรับฐานในระยะสั้นได้เช่นกัน