Anchorage Digital แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานและธนาคารสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ (Federally Chartered) ซึ่งมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 4.2 พันล้านดอลลาร์ ได้ดำเนินการปรับลดพนักงานลง 17% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด รายงานระบุว่า Nathan McCauley ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้แจ้งข่าวการเลิกจ้างต่อพนักงานในสัปดาห์นี้ โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับสถานการณ์ดังกล่าว การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะตลาดคริปโตที่ซบเซามาอย่างยาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่า Anchorage จะเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในด้านการกำกับดูแลก็ตาม
หากพิจารณาจากข้อมูลที่ Nathan McCauley เคยให้การต่อสภาคองเกรสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าบริษัทมีพนักงานทั่วโลกประมาณ 400 คน การปรับลด 17% ในครั้งนี้จะส่งผลให้มีพนักงานต้องออกจากงานประมาณ 68 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ทางสำนักข่าว Cointelegraph ได้พยายามติดต่อตัวแทนฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Anchorage เพื่อขอคำยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับในทันที อย่างไรก็ตาม รายงานจาก The Information ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยหลักมาจากความผันผวนของตลาดในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของรายได้ในส่วนงานบริการสินทรัพย์ดิจิทัล
แม้ว่าราคา Bitcoin (BTC) จะมีการฟื้นตัวขึ้นมาเหนือระดับ 87,000 ดอลลาร์ในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่เมื่อเปรียบเทียบกับจุดสูงสุดเดิมที่ระดับ 126,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว จะเห็นได้ว่าตลาดยังคงอยู่ในสภาวะที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ Anchorage Digital ถือเป็นบริษัทคริปโตแห่งแรกที่ได้รับใบอนุญาต National Trust Charter จากสำนักงานผู้ควบคุมเงินตรา (Office of the Comptroller of the Currency - OCC) ในปี 2021 ซึ่งทำให้บริษัทมีสถานะเป็นผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ (Custodian) ที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดในสายตาของนักลงทุนสถาบันและหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ
การปรับโครงสร้างท่ามกลางสมรภูมิ Stablecoin และการสนับสนุนจาก Tether
ในเชิงโครงสร้าง การปรับลดพนักงานครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นการปรับสมดุลภายในเพื่อมุ่งเน้นไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในอนาคต โดยเฉพาะการขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจการออกเหรียญ Stablecoin ซึ่งรวมถึงเหรียญ USAT ซึ่งเป็น Stablecoin ตัวใหม่ของ Tether ในสหรัฐฯ ความเคลื่อนไหวนี้น่าสนใจอย่างยิ่งเนื่องจาก Anchorage เพิ่งได้รับเงินลงทุนเชิงกลยุทธ์มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์จาก Tether เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก
การที่ Anchorage เลือกที่จะลดขนาดองค์กรในขณะที่ยังคงขยายขอบเขตธุรกิจใหม่ๆ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในระบบนิเวศของธนาคารคริปโตที่ต้องเผชิญกับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดของสหรัฐฯ การเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาด Custodian รายอื่นแสดงให้เห็นว่า การรักษาความสามารถในการทำกำไรในขณะที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการกำกับดูแลระดับสูงเป็นโจทย์ที่ยากลำบาก การได้รับเงินทุนจาก Tether อาจช่วยให้บริษัทมีสภาพคล่องเพียงพอในการพัฒนาระบบ Stablecoin Issuance แต่การลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่าการปรับลดพนักงานของ Anchorage อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในภาคส่วนสถาบันการเงินคริปโต แม้ว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าจากสถาบันขนาดใหญ่มากขึ้น แต่ความผันผวนของปริมาณการซื้อขายและรายได้จากค่าธรรมเนียมการรับฝากสินทรัพย์ยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลัก นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำเป็นต้องจับตาดูว่า การมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจ Stablecoin จะสามารถสร้างรายได้ใหม่ที่ยั่งยืนให้กับบริษัทได้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งผู้เล่นในโลกคริปโตและธนาคารพาณิชย์ดั้งเดิมที่เริ่มขยับตัวเข้าสู่ตลาดนี้มากขึ้น