BlackRock ยักษ์ใหญ่ด้านการจัดการสินทรัพย์ของโลก กำลังแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี Tokenization จะก้าวข้ามผ่านเพียงแค่การนำหุ้นหรือกองทุนรายตัวมาไว้บนบล็อกเชน ไปสู่การสร้าง ‘พอร์ตการลงทุนอัจฉริยะ’ (Intelligent Portfolios) ร่วมกับ Ondo Finance โดยนวัตกรรมนี้เป็นการนำกลยุทธ์การลงทุนที่ได้รับการออกแบบอย่างมืออาชีพมาบรรจุไว้ในโทเคนเพียงตัวเดียวบนเครือข่ายบล็อกเชน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนวิธีการที่นักลงทุนเข้าถึงและจัดการความมั่งคั่งในอนาคตอันใกล้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินระดับโลกที่มีต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์
สำหรับพอร์ตการลงทุนทั้ง 3 รูปแบบที่ BlackRock พัฒนาให้แก่ Ondo Finance นั้น ประกอบด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ การสร้างรายได้สูง (High Income), การเติบโตแบบกระจายความเสี่ยง (Diversified Growth) และการเติบโตสูง (High Growth) โดยนักลงทุนไม่จำเป็นต้องซื้อสินทรัพย์พื้นฐานแยกกันหรือทำการปรับสัดส่วนพอร์ต (Rebalancing) ด้วยตนเองให้ยุ่งยากอีกต่อไป เพียงแค่ถือโทเคนเพียงตัวเดียวก็สามารถเข้าถึงกลยุทธ์การลงทุนทั้งหมดได้ทันที ซึ่งกระบวนการนี้ช่วยลดภาระด้านการจัดการและต้นทุนธุรกรรมที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายสินทรัพย์หลายรายการพร้อมกัน
แม้ว่าแนวคิดการรวมสินทรัพย์ไว้ในผลิตภัณฑ์เดียวจะคล้ายคลึงกับกองทุนรวมหรือ ETF ที่มีมานานหลายทศวรรษ แต่การนำพอร์ตการลงทุนมาอยู่ On-chain มอบสิทธิประโยชน์ที่โครงสร้างทางการเงินแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะความสามารถในการเคลื่อนย้ายโทเคนระหว่าง Wallet และแพลตฟอร์มต่างๆ ได้อย่างอิสระ รวมถึงความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้บนบล็อกเชนตลอดเวลา นอกจากนี้ โทเคนที่แสดงถึงพอร์ตการลงทุนดังกล่าวยังมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นหลักประกัน (Collateral) สำหรับการกู้ยืมหรือเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ในระบบนิเวศดิจิทัลได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตการใช้งานสินทรัพย์ให้กว้างขวางกว่าเดิม
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค On-chain Portfolios และผลกระทบเชิงโครงสร้าง
การขยับตัวของ BlackRock และ Ondo ในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุค ‘On-chain Portfolios’ ตามที่ Pantera Capital บริษัทลงทุนด้านคริปโตชั้นนำได้ระบุไว้ในรายงานฉบับล่าสุด โดยเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการทำ Tokenization รายหลักทรัพย์ (Single Securities) ไปสู่การจัดการพอร์ตการลงทุนทั้งระบบบนบล็อกเชน ซึ่งจะช่วยลดจำนวนสถานะการลงทุน (Positions) ที่นักลงทุนต้องดูแลลงอย่างมาก ในขณะที่ระบบซอฟต์แวร์จะทำหน้าที่จัดการสัดส่วนสินทรัพย์ให้โดยอัตโนมัติเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนที่วางไว้ตลอดเวลา
ในสมรภูมิการแข่งขันนี้ ไม่ได้มีเพียง BlackRock เท่านั้นที่มองเห็นโอกาส เพราะผู้เล่นรายอื่นอย่าง Bitwise ก็ได้เปิดตัว Automated Token Portfolios ร่วมกับ Coinbase และ Glider ไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อให้นักลงทุนสามารถติดตามพอร์ตหุ้นที่ทำ Tokenization แล้วได้โดยที่สินทรัพย์ยังคงอยู่ใน Wallet ของตนเอง ความแตกต่างที่สำคัญคือในขณะที่ Ondo ห่อหุ้ม (Wrap) พอร์ตไว้ในโทเคนเดียวที่โอนย้ายได้ แต่ Bitwise เลือกที่จะจัดการสัดส่วนผ่านซอฟต์แวร์ที่ควบคุมสินทรัพย์รายตัวในกระเป๋าเงิน อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแนวทางต่างมุ่งไปสู่ทิศทางเดียวกันคือการทำให้การจัดการพอร์ตกลายเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำงานโดยตรงบนสินทรัพย์ดิจิทัล
สำหรับทิศทางที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือการขยายตัวของตลาด Model Portfolios ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการสูงถึง 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก Broadridge ซึ่งหากเทคโนโลยี Tokenization สามารถดึงเม็ดเงินเพียงบางส่วนจากตลาดนี้เข้ามาสู่ระบบ On-chain ได้ จะถือเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลต่อสภาพคล่องในอุตสาหกรรมคริปโต โดย Tom Staudt ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ ARK Invest ประเมินว่า Tokenization จะไม่เพียงเปลี่ยนวิธีที่นักลงทุนซื้อกองทุนเท่านั้น แต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของสินทรัพย์ที่สามารถนำมาบรรจุไว้ในพอร์ตการลงทุนตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นโอกาสและความท้าทายใหม่ที่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยต้องเตรียมพร้อมรับมือ