อีเทอร์เน็ต (Ethereum) กำลังจะสูญเสียแหล่งอุปทานที่มั่นคงและต่อเนื่องที่สุดแหล่งหนึ่งจากสมการตลาด เมื่อทอม ลี (Tom Lee) ประธาน Bitmine ประกาศอย่างชัดเจนในงาน TOKEN2049 ที่สิงคโปร์ว่า บริษัทจะ ‘ยุติการสะสม’ (done stacking) ETH ทันทีที่สัดส่วนการถือครองแตะ 5% ของอุปทานหมุนเวียน ปัจจุบัน Bitmine ถือครอง 6,016,414 ETH คิดเป็นราว 4.9% ของอุปทานหมุนเวียน 122.1 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง ณ รา ETH ประมาณ 2,580 ดอลลาร์ มูลค่าพอร์ตดังกล่าวอยู่ที่ราว 15,500 ล้านดอลลาร์ การประกาศนี้เท่ากับวางเพดานตายตัว (hard ceiling) ให้กับการซื้อสะสมที่เริ่มต้นตั้งแต่กลางปี 2025 และทำให้ Bitmine กลายเป็นผู้ถือ ETH รายใหญ่ที่สุดในโลก
เส้นทาง 16 สัทาจากศูนย์สู่ 6 ล้าน ETH
กลไกการสะสมของ Bitmine มีลักษณะที่แตกต่างจาก treasury strategy ของบริษัทอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะบริษัทซื้อ ETH ทุกสัทาอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 โดยไม่หยุดแม้ราจะผันผวน สัปดาห์ล่าสุด Bitmine รายงานว่าซื้อเพิ่มอีก 41 ล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดรวมขยับขึ้นเป็น 6,016,414 ETH ทอม ลี ระบุว่า ‘เราคิดว่าจะใช้เวลา 5 ปี แต่ใช้เวลาแค่กว่า 1 ปี และที่สำคัญคือเราทำทั้งหมดนี้ท่ามกลาง bear market’ ซึ่งสะท้อนว่าแม้รา ETH จะปรับตัวลงจากจุดสูงสุดของ bull market 2025 แต่ Bitmine ยังคงซื้อต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก หากวัดจากจังหวะซื้อสัปดาห์ละราว 15,000–17,000 ETH การเติมอีก 100,000 ETH ให้ถึงเป้า 5% จะใช้เวลาอีกประมาณ 6–7 สัทา
โครงสร้างเงินทุนของ Bitmine รองรับแผนนี้ได้อย่างสบาย บริษัทถือเงินสดและหลักทรัพย์สภาพคล่องสูง (marketable securities) อยู่ 643 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของเม็ดเงินที่ต้องใช้ซื้อ ETH อีก 100,000 เหรียญที่ราปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก DropsTab ระบุว่าพอร์ต ETH ของ Bitmine มีขาดด้นยังไม่รับรู้ (unrealized losses) สูงถึง 4,500 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากส่วนสำคัญของการซื้อสะสมเกิดขึ้นในช่วง bull market 2025 ที่รา ETH อยู่ในระดับสูงกว่าปัจจุบันมาก ซึ่งหมายความว่าแม้บริษัทจะถึงเป้า 5% แล้ว แต่ต้นทุนเฉลี่ย (cost basis) ยังสูงกว่าราตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อ ‘ข่าซื้อมั่น’ หายไป — ผลต่อโครงสร้างอุปทาน ETH
การหายไปของ Bitmine ในฐานะผู้ซื้อรายสัทาที่ต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอุปทานของ ETH ในระยะสั้นอย่างชัดเจน เพราะตลอด 16 สัทาที่ผ่านมา ตลาดมี ‘floor’ ด้านอุปทานที่คาดการณ์ได้ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านราในจังหวะที่ตลาดผันผวน เมื่อ floor นี้หายไป นักลงทุนสถาบันและ market maker ต้องปรับโมเดลการตั้งราและจัดการสภาพคล่องใหม่ โดยเฉพาะในจังหวะที่ ETH กำลังเผชิญแรงกดดันอยู่แล้ว — รา ETH ปรับตัวลง 5% ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ต่ำสุดตั้งแต่ 20 ก.ย. และร่วงเกือบ 2 เท่าของ Bitcoin ที่รา 83,496 ดอลลาร์ ท่ามกลางความอ่อนแอของตลาดคริปโตโดยรวม
ในมุมของกระแสเงินทุนสถาบัน ภาพรวมยิ่งตึงตัวขึ้น เมื่อข้อมูล ETF flows แสดงให้เห็นว่ากองทุน Bitcoin ETF กลับมาเห็นเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ (net inflows) 119 ล้านดอลลาร์ในวันอังคาร ขณะที่กองทุน Ether ETF กลับเผชิญกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิ (net outflows) ติดต่อกัน 6 วันทำการ รวม 408 ล้านดอลลาร์ การที่ Bitmine ซึ่งเป็น treasury firm รายใหญ่กำลังจะหยุดซื้อ ขณะที่ ETF flows ของ ETH ก็เป็นลบต่อเนื่อง สร้างภาพรวมที่อุปทานจากฝั่งสถาบันหดตัวพร้อมกันสองทาง ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าอาจเพิ่ม volatility ของ ETH ในระยะ 6–7 สัทาข้างหน้าจนกว่าตลาดจะหา equilibrium ใหม่
สำหรับทิศทางที่ต้องจับตาต่อจากนี้ ปัจจัยหลักคือจังหวะเวลา 6–7 สัทาที่ Bitmine จะซื้อ ETH อีก 100,000 เหรียญก่อนหยุด — ในช่วงเวลานี้ รา ETH อาจได้รับแรงหนุนจาก ‘last call buying’ ของ Bitmine เอง แต่ทันทีที่ถึงเป้า 5% แรงซื้อนี้จะหายไปทันทีและไม่มี buffer จากบริษัทนี้ anymore นอกจากนี้ นักลงทุนต้องติดตามว่า Bitmine จะจัดการพอร์ตที่มี unrealized loss 4,500 ล้านดอลลาร์อย่างไร — จะถือยาวรอราฟื้น หรือปรับโครงสร้าง treasury strategy ใหม่ เพราะการตัดสินใจนี้จะส่งสัญญาณต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่มีต่อ Ethereum treasury model ในภาพรวม