ตลาดกองทุน Spot ETF ของ Bitcoin และ Ether ในสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในเดือนตุลาคม โดยข้อมูลล่าสุดจาก Farside Investors ระบุว่ามีเม็ดเงินไหลออกสุทธิรวมกันเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำถึงความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเพียงวันเดียว Bitcoin ETF มียอดเม็ดเงินไหลออกสุทธิสูงถึง 244.1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าจับตาหลังจากที่วันก่อนหน้ามีการถอนเงินออกไปถึง 484.9 ล้านดอลลาร์
ในขณะที่ Bitcoin ETF กำลังเผชิญกับความผันผวน กองทุน Ether ETF ก็กำลังเผชิญกับสภาวะที่ท้าทายไม่แพ้กัน โดยกองทุน Ether ETF มียอดเม็ดเงินไหลออกสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 ติดต่อกัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 641.3 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่วันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา แรงเทขายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนสถาบันที่มีต่อทิศทางของสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องในตลาด ETF
เมื่อพิจารณาตัวเลขรวมตลอดเดือนตุลาคม พบว่า Bitcoin ETF มียอดเม็ดเงินไหลออกสุทธิรวม 407.4 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ Ether ETF มียอดเม็ดเงินไหลออกสุทธิรวม 578.9 ล้านดอลลาร์ เมื่อนำตัวเลขทั้งสองมารวมกันจะพบว่าเม็ดเงินไหลออกสุทธิรวมอยู่ที่ 986.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ของนักลงทุนสถาบันท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
ผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดและแนวโน้มราคา
ความเคลื่อนไหวของเม็ดเงินไหลออกในครั้งนี้เกิดขึ้นสอดคล้องกับจังหวะที่ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลง โดยราคาได้ร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 80,427 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี ก่อนจะมีการฟื้นตัวกลับมาซื้อขายในระดับ 82,506 ดอลลาร์ในเวลาต่อมา ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสเงินทุนใน ETF และราคาในตลาด Spot กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินทิศทางของตลาดในระยะถัดไป
นักวิเคราะห์จาก Glassnode ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายในตลาด Spot และการกลับมาซื้อของกองทุน ETF จะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่ยืนยันว่าการทะลุแนวต้านของ Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมานั้นมีแรงสนับสนุนที่แท้จริงรองรับอยู่ หากกระแสเงินทุนยังคงไหลออกต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของแนวรับในระยะสั้นที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการโยกย้ายสินทรัพย์เข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซีได้รับแรงกดดันในระยะสั้น การจับตาดูความเคลื่อนไหวของเม็ดเงินไหลเข้า-ออกใน ETF จึงยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการวิเคราะห์ภาพรวมตลาดในไตรมาสที่ 4 นี้