ราคา Bitcoin เผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักในช่วงการซื้อขายของตลาดเอเชียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยระดับราคาได้ร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 83,200 ดอลลาร์ หลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา การปรับตัวลดลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ราคา Bitcoin พยายามยืนเหนือระดับ 84,000 ดอลลาร์ แต่ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากปัจจัยมหภาคได้ โดยเฉพาะการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ที่ปิดตลาดวันพุธที่ระดับ 5.11% เพิ่มขึ้นจาก 4.96% ในวันก่อนหน้า และยังคงทะยานต่อเนื่องไปแตะระดับ 5.13% ในระหว่างวัน ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน
สาเหตุหลักของการเทขายพันธบัตรจนทำให้อัตราผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้นนั้น ทาง CME Group ระบุว่าส่วนหนึ่งมาจากข้อมูลภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อ โดย James Stanley นักวิเคราะห์อาวุโสจาก FOREX.com ให้ความเห็นว่าแม้ Bitcoin จะมีความแข็งแกร่งในช่วงก่อนหน้าท่ามกลางดอลลาร์ที่แข็งค่า แต่อัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเริ่มส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเขามองว่าระดับราคาที่ 82,833 ดอลลาร์จะเป็นแนวรับสำคัญถัดไปที่ต้องจับตามองหากการปรับฐานครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างรุนแรงและไม่มีแรงซื้อกลับที่ชัดเจนในระยะสั้นนี้
เจาะลึกกลไกบอนด์ยีลด์และผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงิน การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลโดยตรงต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงเนื่องจากพันธบัตรถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยง เมื่อผลตอบแทนส่วนนี้สูงขึ้น นักลงทุนจึงมีแนวโน้มที่จะโยกย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่าง Bitcoin เพื่อไปรับผลตอบแทนที่แน่นอนและสูงกว่าในตลาดหนี้ นอกจากนี้ การที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศแผนรับซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวมูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาดหนี้ระยะ 20 ถึง 30 ปี ยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพยายามในการจัดการโครงสร้างหนี้ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ตึงตัวอย่างมากในปัจจุบัน
ในเชิงโครงสร้างทางการเงิน การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและบอนด์ยีลด์ยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก ซึ่งรวมถึงนักลงทุนสถาบันที่ใช้กลยุทธ์การกู้ยืมเงินดอลลาร์มาเพื่อเก็งกำไรในสินทรัพย์ดิจิทัลหรือที่เรียกว่า Leveraged Trades เมื่อต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น แรงจูงใจในการถือครองสถานะ Long ใน Bitcoin จึงลดลงตามไปด้วย Bas Kooijman ซีอีโอของ DHF Capital วิเคราะห์ว่ากิจกรรมทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด มีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้เข้าสู่กรอบเป้าหมายที่วางไว้
วิเคราะห์โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยและทิศทางนโยบายเฟด ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่าตลาดได้ปรับเพิ่มคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมวันที่ 28 ตุลาคมนี้ โดยพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 75.3% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้เพียง 55% ในช่วงก่อนหน้า การปรับตัวเลขคาดการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มยอมรับความเป็นจริงที่ว่าดอกเบี้ยจะคงอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในระยะสั้น หากข้อมูลตลาดแรงงานในอนาคตยังคงออกมาแข็งแกร่ง หรือมีสัญญาณสายเหยี่ยวจากเจ้าหน้าที่เฟดเพิ่มเติม ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นและกดดันราคา Bitcoin ให้ลงไปทดสอบแนวรับสำคัญอีกครั้ง
สถานการณ์ปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า Bitcoin กำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญจากปัจจัยภายนอกที่ไม่ใช่เรื่องของปัจจัยพื้นฐานภายในเครือข่ายเอง แต่เป็นเรื่องของสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่กำลังถูกดึงกลับ การที่ราคาหลุดระดับ 84,000 ดอลลาร์ลงมานั้นสร้างความกังวลให้กับนักเทรดที่ใช้เลเวอเรจสูงซึ่งอาจถูกบังคับปิดสถานะหากราคาไหลลงไปถึงแนวรับที่ James Stanley ระบุไว้ นักลงทุนควรติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด เพราะหากตัวเลขยังคงสะท้อนความร้อนแรงของเศรษฐกิจ โอกาสที่จะเห็นการปรับฐานลึกกว่าเดิมก็มีสูงขึ้นตามไปด้วย ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ดอลลาร์ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้