ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเริ่มต้นเดือนตุลาคมหรือที่นักลงทุนมักเรียกว่า ‘Uptober’ ด้วยสัญญาณบวกจากฝั่งสถาบันการเงิน โดยกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ พลิกกลับมามีกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิ (Net Inflows) มูลค่า 102.7 ล้านดอลลาร์ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่าการกลับมาเป็นบวกครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่วันพุธมีการไหลออกสุทธิไปกว่า 148.7 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมของกองทุน Bitcoin ETF ทั้งหมดพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 109.3 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าสะสมนับตั้งแต่เริ่มซื้อขายสูงถึง 57.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นไตรมาสที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญหลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นไตรมาสที่ 3 ซึ่งเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดของปี 2024 มาได้ไม่นาน
เจาะลึกสถิติไตรมาส 3 และแรงส่งสู่ Uptober
ความเคลื่อนไหวของเม็ดเงินในครั้งนี้ถือเป็นภาพสะท้อนของความเชื่อมั่นที่ต่อเนื่องมาจากไตรมาสที่ 3 ซึ่งกองทุน Bitcoin ETF สามารถดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิได้รวมกว่า 6.34 พันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียวมีเม็ดเงินไหลเข้าสูงถึง 2.65 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ผันผวนแต่ราคา Bitcoin ยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ถึง 42.71% ตลอดทั้งไตรมาสที่ผ่านมา การที่เม็ดเงินไหลกลับเข้ามาตั้งแต่วันแรกๆ ของเดือนตุลาคมจึงเป็นการตอกย้ำสถิติในอดีตที่เดือนนี้มักจะเป็นเดือนที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลเบอร์หนึ่งของโลก
ในด้านของราคาซื้อขาย ณ เวลาที่มีการรายงาน Bitcoin มีการซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 85,900 ดอลลาร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.1% ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อ้างอิงข้อมูลจาก CoinGecko ขณะที่ดัชนี Crypto Fear & Greed Index ของ Alternative.me ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 74 มาอยู่ที่ 72 แต่ยังคงรักษาสถานะอยู่ในโซน ‘Greed’ หรือความโลภได้อย่างเหนียวแน่น สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดยังคงมีมุมมองเชิงบวกและพร้อมที่จะเข้าสะสมสินทรัพย์เพิ่มแม้ราคาจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี
สวนทางอย่างชัดเจน: สถานการณ์ของ Ether และ Altcoins
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของตลาดไม่ได้เป็นสีเขียวไปเสียทั้งหมด เนื่องจากกองทุน Spot Ether ETF ในสหรัฐฯ กลับเผชิญกับสภาวะที่ยากลำบากโดยมีเม็ดเงินไหลออกสุทธิ (Net Outflows) ถึง 55.4 ล้านดอลลาร์ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการไหลออกต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน รวมมูลค่าความเสียหายของเม็ดเงินที่หายไปจากกองทุน Ether ในช่วงสามวันนี้สูงถึง 118 ล้านดอลลาร์ ความแตกต่างระหว่างแรงซื้อใน Bitcoin และแรงขายใน Ethereum แสดงให้เห็นถึงการจัดสรรพอร์ตการลงทุนของสถาบันที่ยังคงให้ความสำคัญกับ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์หลักมากกว่าสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Smart Contract Platform ในขณะนี้
นอกจากนี้ ในกลุ่มเหรียญ Altcoins อื่นๆ ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยกองทุน Solana ETF มีเม็ดเงินไหลออกประมาณ 6 ล้านดอลลาร์ในวันเดียวกัน ซึ่งเป็นการไหลออกต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ในขณะที่กองทุน XRP ETF กลับสามารถดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิได้ 4 ล้านดอลลาร์ สภาวะการไหลเวียนของเงินทุนที่กระจัดกระจายเช่นนี้บ่งชี้ว่านักลงทุนสถาบันเริ่มมีความเฉพาะเจาะจงในการเลือกสินทรัพย์มากขึ้น (Selective Investment) โดยไม่ได้เข้าซื้อทุกสินทรัพย์ในกลุ่มคริปโตพร้อมกันเหมือนในช่วงตลาดกระทิงรอบก่อนๆ แต่จะพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานและข่าวสารเฉพาะตัวของแต่ละโปรเจกต์เป็นหลัก
สิ่งที่นักลงทุนและผู้เล่นระดับสถาบันให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดไปคือการติดตามทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yields) ที่เริ่มมีการย่อตัวลงจากระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin ยังคงรักษาแนวโน้มขาขึ้นในระยะสั้นได้ต่อไป นอกจากนี้ยังต้องจับตาดูว่าแรงซื้อใน Bitcoin ETF จะสามารถประคองตัวและสร้างฐานราคาใหม่เหนือระดับ 86,000 ดอลลาร์ได้หรือไม่ ท่ามกลางความผันผวนของเม็ดเงินในฝั่ง Ethereum ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมของตลาด Altcoins ตลอดทั้งเดือนตุลาคมนี้