ราคา Bitcoin (BTC) ประสบสภาวะชะงักงันหลังจากพยายามปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ 85,000 ดอลลาร์ แต่กลับถูกแรงเทขายสกัดไว้ได้อย่างเหนียวแน่นในช่วงเปิดตลาดวอลล์สตรีทเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ข้อมูลจาก TradingView ระบุว่าราคาได้พุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในท้องถิ่นที่ 84,540 ดอลลาร์ ก่อนที่จะสูญเสียแรงส่งและร่วงลงมาต่ำกว่าระดับราคาเปิดรายวันที่ประมาณ 83,600 ดอลลาร์ ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ตึงเครียดในตลาดการเงินโลกจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลง
สถานการณ์ในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนอย่างมาก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.60% ซึ่งเป็นจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 24 ปี ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ขยับขึ้นไปที่ 5.26% ซึ่งเกือบจะทำลายสถิติสูงสุดเดิมในปี 2007 และเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2002 นอกจากนี้ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูงและภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ยังเป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนเลือกที่จะถือครองเงินสดและระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
แรงกดดันจากกลุ่มผู้ถือครองระยะยาวและสภาพคล่องในตลาด
จากการวิเคราะห์ข้อมูล On-chain โดยแพลตฟอร์ม Glassnode พบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Bitcoin ไม่สามารถผ่านระดับ 85,000 ดอลลาร์ไปได้ เกิดจากการกระจุกตัวของเหรียญที่ถือครองโดยกลุ่มผู้ถือครองระยะยาว (Long-Term Holders - LTHs) ซึ่งหมายถึงกระเป๋าเงินที่ถือครองเหรียญไว้นานกว่า 6 เดือนโดยไม่มีการเคลื่อนไหว กลุ่มคนเหล่านี้มีต้นทุนและพฤติกรรมการขายที่หนาแน่นในช่วงราคา 84,000 ถึง 85,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นคลัสเตอร์ของอุปทาน (Supply Cluster) ที่ใหญ่ที่สุดบนแผนภูมิราคาในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดแรงเทขายทำกำไรทันทีที่ราคาขยับเข้าใกล้โซนดังกล่าว
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก CoinGlass ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องในสมุดคำสั่งซื้อ (Order Book) ของกระดานเทรดต่างๆ โดยพบว่ามีกำแพงแรงต้าน (Resistance) ที่หนาตัวขึ้นอย่างชัดเจนที่ระดับ 85,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำรอยกับช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา การที่ราคาจะสามารถรักษาทิศทางขาขึ้นต่อไปได้ จำเป็นต้องมีปริมาณการซื้อที่มากพอเพื่อทะลุผ่านและยืนเหนือระดับนี้ให้ได้อย่างมั่นคง มิฉะนั้นราคาอาจเข้าสู่ช่วงการพักฐานที่ลึกกว่าเดิมเนื่องจากขาดแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ ในระยะสั้น
วิเคราะห์ผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดและสินทรัพย์เสี่ยง
ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงหลีกเลี่ยงความผันผวนรุนแรงได้ในระดับหนึ่ง แต่นักวิเคราะห์จาก Mosaic Asset Company มองว่าตลาดกำลังอยู่ในสภาวะ ‘ขายมากเกินไป’ (Extremely Oversold) โดยพิจารณาจากสัดส่วนของหุ้นที่ซื้อขายในแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานในเดือนสิงหาคม อาจกลายเป็นดาบสองคมที่สนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะมีปรับขึ้นอีก 0.25% ในการประชุมเดือนตุลาคมนี้
สำหรับทิศทางที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือความสามารถของ Bitcoin ในการรักษาระดับฐานราคาเหนือโซนแนวรับสำคัญเพื่อรอปัจจัยหนุนใหม่ๆ แม้ว่านักวิเคราะห์บางส่วนจะยืนยันว่าตลาดกระทิงยังคงดำเนินอยู่ แต่ความเสี่ยงจากการเทขายทำกำไรที่ระดับ 90,000 ดอลลาร์ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องระวังหากราคาสามารถฝ่าด่าน 85,000 ดอลลาร์ไปได้ นักลงทุนควรติดตามความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่จะกำหนดทิศทางกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลในระยะกลาง