อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลหลักอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) และคณะกรรมาธิการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (CFTC) กำลังประสบภาวะขาดแคลนบุคลากรระดับสูงอย่างหนัก โดยหลังจากวันศุกร์นี้เป็นต้นไป ทั้งสองหน่วยงานจะมีคณะกรรมาธิการปฏิบัติหน้าที่รวมกันเพียง 3 รายเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลสำหรับการกำกับดูแลตลาดคริปโตที่มีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์
ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอำนาจบริหารคือการอำลาตำแหน่งของ เฮสเตอร์ เพียร์ซ (Hester Peirce) คณะกรรมาธิการ SEC ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักในวงการคริปโตในฉายา ‘Crypto Mom’ จากจุดยืนที่สนับสนุนนวัตกรรมดิจิทัล โดยเธอตัดสินใจยุติบทบาทการทำงาน 8 ปีที่ SEC ก่อนกำหนดการเดิมประมาณ 2 เดือน การจากไปของเพียร์ซทำให้ SEC เหลือคณะกรรมาธิการเพียง 2 ราย คือ พอล แอตกินส์ (Paul Atkins) และ มาร์ก อูเยดา (Mark Uyeda) ซึ่งถือเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่หน่วยงานนี้ต้องดำเนินงานด้วยจำนวนบุคลากรระดับบริหารที่น้อยที่สุด
ในฝั่งของ CFTC สถานการณ์ดูจะตึงเครียดไม่แพ้กัน โดยปัจจุบันมีเพียง ไมเคิล เซลิก (Michael Selig) ดำรงตำแหน่งประธานและเป็นคณะกรรมาธิการเพียงคนเดียวของหน่วยงาน นับตั้งแต่การลาออกของ แคโรไลน์ ฟาม (Caroline Pham) อดีตรักษาการประธานเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา แม้ทางโฆษกของ CFTC จะออกมายืนยันว่าหน่วยงานยังคงมีความพร้อมในการกำกับดูแลตลาดคริปโตในส่วนที่รับผิดชอบ แต่การขาดแคลนบุคลากรระดับนโยบายย่อมส่งผลต่อความคล่องตัวและการตัดสินใจในประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยมติจากคณะกรรมาธิการหลายฝ่าย
ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อสมรภูมิการกำกับดูแล
การขาดแคลนบุคลากรระดับสูงในหน่วยงานกำกับดูแลส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านสินทรัพย์ดิจิทัลต้องเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเป็นการออกกฎหมายผ่านรัฐสภาที่ชัดเจน ทั้ง SEC และ CFTC กลับต้องหันมาใช้วิธีการออกแนวทางปฏิบัติ (Rulemaking) หรือการตีความกฎหมายเดิมที่มีอยู่เพื่อควบคุมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ซึ่งวิธีการนี้มักก่อให้เกิดความไม่ชัดเจนและสร้างภาระให้กับบริษัทคริปโตที่ต้องการความแน่นอนทางกฎหมายในการดำเนินธุรกิจ
ความพยายามของภาคอุตสาหกรรมในการผลักดันกฎหมาย Digital Asset Clarity (CLARITY) Act เพื่อจัดสรรอำนาจการกำกับดูแลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทให้ CFTC เข้ามาดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภทแทน SEC นั้น ประสบความล้มเหลวในวุฒิสภาที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องตีความกันเอง ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็มีแนวทางที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การออกคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ SEC เกี่ยวกับสัญญาการลงทุน ไปจนถึงการกำหนดมาตรฐานการบันทึกข้อมูลบนบล็อกเชนของ CFTC
สำหรับทิศทางที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือการตัดสินใจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดีผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งทดแทน แม้ทำเนียบขาวจะระบุว่ามีความตั้งใจที่จะเสนอชื่อผู้เหมาะสมในอนาคตอันใกล้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสมาชิกสภาเดโมแครตที่กังวลว่าฝ่ายบริหารกำลังพยายามรวบอำนาจการกำกับดูแลไว้ในมือตนเอง โดยลดทอนบทบาทของคณะกรรมาธิการที่เป็นกลางและมีความหลากหลายทางความคิดลง ซึ่งความไม่แน่นอนนี้จะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด