Bitcoin (BTC) ปรับตัวลงหลุดแนว $83,000 ในช่วงเปิดสัปดาห์ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ตลาดกังวลว่าอาจนำไปสู่การโจมตีครั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะย่อลงจากจุดสูงสุด แต่ BTC/USD ยังคงรักษาผลงานในไตรมาส 3 ไว้ที่ระดับบวกกว่า 40% ซึ่งถือเป็นไตรมาส 3 ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 โดยข้อมูลจาก TradingView ระบุว่าราคาแตะจุดต่ำสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์ ขณะที่การปิดสัปดาห์ก่อนหน้าอยู่ที่ $84,450 ซึ่งเป็นระดับปิดสัปดาห์ที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ตลาดกำลังรอผลข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาในระยะสั้น
กลไกสภาพคล่องและแนวต้านที่ $85,700
ในกรอบเวลาสั้น (low time frames) ตลาด Bitcoin กำลังเผชิญกับสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “กำแพงสภาพคล่องเทียม” ซึ่งเกิดจากคำสั่งขาย (ask liquidity) ที่ถูกเพิ่มและลบออกจาก order book ของ exchange อย่างรวดเร็ว ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่าในวันจันทร์มี ask liquidity มูลค่า $30 ล้าน กระจุกตัวอยู่บริเวณ $85,700 ซึ่งทำให้ราคา spot เร่งตัวลงทันทีที่เข้าใกล้ระดับดังกล่าว กลไกนี้สะท้อนว่าผู้ทำตลาด (market maker) และนักลงทุนสถาบันกำลังใช้ระดับราคานี้เป็นแนวต้านเชิงจิตวิทยาเพื่อควบคุมจังหวะการขึ้นของราคา การที่สภาพคล่องเหล่านี้ปรากฏและหายไปอย่างรวดเร็วบ่งชี้ว่าตลาดอยู่ในช่วง “coiling” หรือการสะสมแรงก่อนเลือกทิศทางครั้งใหญ่
โครงสร้างระดับราคาในสัปดาห์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากวันพุธจะเป็นทั้งวันปิดเดือนกันยายนและวันปิดไตรมาส 3 ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์จะเกิดขึ้นใกล้ระดับราคาที่มีนัยสำคัญทางโครงสร้าง ด้านบนราคาปัจจุบันมี 2 แนวต้านหลัก ได้แก่ จุดเปิดปี 2026 ที่ $88,700 และต้นทุนเฉลี่ย (cost basis) ของนักลงทุนใน US Spot Bitcoin ETF ที่ราว $86,000 ขณะที่ด้านล่างมีแนวรับจากต้นทุนของ corporate treasury ที่ถือ Bitcoin อยู่ที่ $80,500 และ True Market Mean ซึ่งคือต้นทุนรวมของนักลงทุนที่เคลื่อนไหวอยู่จริง (active investors) อยู่ที่ประมาณ $76,700 ระดับเหล่านี้จะกำหนดว่าแรงซื้อหรือแรงขายจะครอบงำตลาดในช่วงปิดไตรมาส
ผลตอบแทน Q3 เทียบประวัติ 9 ปี และมุมมอง Q4
เมื่อเทียบในเชิงสถิติ ผลตอบแทนกว่า 40% ของ Bitcoin ในไตรมาส 3 ปีนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ย Q3 ตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งอยู่ที่เพียง 8.6% อย่างมีนัยสำคัญ และถือเป็นผลงานไตรมาส 3 ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่ Bitcoin มี bull run ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุเพิ่มเติมว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของไตรมาส 4 ในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ 77% ซึ่งสูงกว่า Q3 อย่างมาก นักวิเคราะห์ในตลาดจึงมองว่าหากโครงสร้าง bullish ยังคงอยู่ การปิด Q3 ที่ระดับบวกกว่า 40% อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเตรียมตัวสำหรับ Q4 ที่ประวัติศาสตร์ชี้ว่ามักเป็นช่วงที่ Bitcoin ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดของปี
ในมุมของนักลงทุนสถาบันและ on-chain data ข้อมูลจาก CryptoQuant ระบุว่ากลุ่มผู้ซื้อรายล่าสุดที่เข้าซื้อ Bitcoin ในช่วง 1-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ซึ่งโดยธรรมชาติจะตอบสนองต่อความผันผวนของราคาอย่างรวดเร็ว) ยังคงอยู่ในสถานะกำไร โดยมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ $78,300 หมายความว่าแม้ราคาจะย่อลงจากจุดสูงสุด แต่ฐานนักลงทุนระยะสั้นยังไม่ถูกบังคับขาย (forced liquidation) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าโครงสร้างการถือครองยังแข็งแรง นักลงทุน ETF ที่ต้นทุนราว $86,000 และ corporate treasury ที่ต้นทุน $80,500 ยังคงมี buffer เพียงพอที่จะทนต่อความผันผวนระยะสั้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องขายทำกำไรหรือตัดขาดทุน
ในมุมของการประเมินความเสี่ยงและโครงสร้างตลาด ปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้คือข้อมูลเงินเฟ้อ (CPI) และตัวเลขตลาดแรงงาน (Non-Farm Payrolls) ของสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งอาจเปลี่ยนมุมมองของตลาดต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed ควบคู่ไปกับพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น หากความตึงเครียดยกระดับเป็นความขัดแย้งทางทหารจริง ความเสี่ยงต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดรวมถึง Bitcoin จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนควรติดตามการปิด candle ทั้งรายเดือนและรายไตรมาสในวันพุธนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับราคา ณ จุดปิดจะกำหนด narrative ของตลาดในไตรมาส 4 และอาจเป็นจุดอ้างอิงสำคัญสำหรับกลยุทธ์การลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า