Strategy บริษัทเทคโนโลยีภายใต้การนำของ ไมเคิล เซย์เลอร์ ในฐานะประธานบริหารร่วมและผู้ร่วมก่อตั้ง ได้ประกาศผ่านแบบฟอร์ม 8-K ที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เมื่อวันที่ 28 กันยายน ว่าบริษัทซื้อ Bitcoin เพิ่ม 1,665 เหรียญ มูลค่ารวม $142.7 ล้าน ในช่วงระหว่างวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยที่ราคา $85,681 ต่อเหรียญ การซื้อครั้งนี้ทำให้ยอดสะสม Bitcoin ของ Strategy พุ่งขึ้นแตะระดับ 847,666 BTC ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพอร์ตโฟลิโอ Bitcoin ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับบริษัทจดทะเบียน
แหล่งเงินทุนสำหรับการซื้อรอบนี้มาจากการขายหุ้นสามัญ MSTR จำนวน 1.47 ล้านหุ้น ซึ่งได้เงินสุทธิ $246.2 ล้าน โดยบริษัทจัดสรรเม็ดเงิน $142.7 ล้านเข้าซื้อ Bitcoin และอีก $103.5 ล้านสำหรับซื้อหุ้น STRC (หุ้นบุริมสิทธิ) คืนจากตลาด ทั้งนี้ การซื้อ Bitcoin ครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ Strategy เพิ่งกลับมาซื้อ 950 BTC มูลค่า $75.7 ล้าน หลังหยุดพักการซื้อไปสองสัปดาห์เต็ม ซึ่งบ่งชี้ว่าบริษัทได้กลับมาเข้าสู่จังหวะการสะสมเหรียญอย่างสม่ำเสมออีกครั้ง
ในฝั่งการจัดการหุ้นบุริมสิทธิ Strategy ได้ซื้อหุ้น STRC คืนจำนวน 1.53 ล้านหุ้น มูลค่ารวม $151.7 ล้าน โดยในจำนวนนี้ $48.1 ล้านมาจากเงินสดดอลลาร์ในมือของบริษัท ทำให้ยอด “USD Cash” ของ Strategy ลดลงจาก $1.05 พันล้านเหลือ $1 พันล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ขณะเดียวกัน เงินสำรองดอลลาร์แยกส่วน (US Dollar Reserve) ที่บริษัทจัดไว้เพื่อจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิและดอกเบี้ยหนี้สิน ก็ลดลงจาก $5.04 พันล้านเหลือ $5.02 พันล้านดอลลาร์ หลังการจ่ายปันผล $22.1 ล้านในงวดล่าสุด
ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อตลาด Bitcoin และบทบาทของ Strategy ในฐานะผู้ซื้อสถาบันรายใหญ่
การที่ Strategy ยังคงซื้อ Bitcoin ในปริมาณหลักพันเหรียญทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันด้านอุปสงค์เชิงโครงสร้างที่แตกต่างจากการซื้อของกองทุน Spot ETF ทั่วไป เนื่องจากเม็ดเงินไม่ได้มาจากกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิ (Net Inflows) ของกองทุน แต่มาจากการขายหุ้น MSTR ซึ่งหมายความว่าอุปสงค์ Bitcoin ส่วนนี้ไม่ขึ้นกับอารมณ์ตลาดระยะสั้น หากแต่เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัท การที่ราคาเฉลี่ยสะสมของ Strategy อยู่ที่ $75,437 ต่อเหรียญ ขณะที่ราคาซื้อล่าสุดอยู่ที่ $85,681 แสดงให้เห็นว่าบริษัทพร้อมซื้อแม้ราคาจะสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ย ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในมูลค่าพื้นฐานของ Bitcoin ในระยะยาว
เมื่อเปรียบเทียบกับผู้เล่นสถาบันรายอื่นในสมรภูมิ Bitcoin Strategy มีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน คือความสามารถในการใช้หุ้น MSTR เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อเหรียญได้แบบไม่จำกัดตราบใดที่ตลาดยังให้มูลค่าหุ้นสูงกว่าราคาตลาดของ Bitcoin ที่ถืออยู่ กลไกนี้แตกต่างจากกองทุน Spot ETF ที่ต้องพึ่งพากระแสเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนรายย่อยและสถาบันโดยตรง และแตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีทั่วไปที่อาจไม่มีนโยบายสะสม Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งของงบดุล การที่ Strategy ซื้อหุ้น STRC คืนควบคู่ไปด้วยยังช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิว่าบริษัทบริหารจัดการกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่นักลงทุนและผู้เล่นระดับสถาบันให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดไปคือ ความยั่งยืนของโมเดลการขายหุ้น MSTR เพื่อซื้อ Bitcoin ในระยะยาว หากตลาดหุ้นโดยรวมอ่อนตัวจนราคา MSTR ต่ำกว่ามูลค่า Bitcoin ที่ถืออยู่ (Net Asset Value) กลไกการระดมทุนผ่านหุ้นจะสะดุดลงทันที นอกจากนี้ การที่ Strategy กำลังขอความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นสำหรับการจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิรายวันยังเพิ่มภาระด้านกระแสเงินสด ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการซื้อ Bitcoin เพิ่มในสัปดาห์ถัดไป นักลงทุนจึงควรติดตามยอด USD Cash และ US Dollar Reserve อย่างใกล้ชิดว่ายังเพียงพอต่อการดำเนินงานตามแผนหรือไม่