หน้าแรก ราคาคริปโต แอร์ดรอปคริปโต คลังข่าวทั้งหมด | กระแสเงินทุนสถาบัน เศรษฐกิจและดอกเบี้ย เทคโนโลยีบล็อกเชน กฎหมายและ ก.ล.ต.
แชร์ X แชร์ Facebook แชร์ LINE
บทวิเคราะห์เชิงลึก กระแสเงินทุนสถาบัน • 28 กันยายน 2569 • เวลาอ่าน 5 นาที

ยุคทอง Restaking สะดุด! รายงานชี้โปรโตคอลแถวหน้ากำไรหดตัวหนัก ด้าน Ether.fi เบนเข็มสู่ธุรกิจ Crypto Neobank เต็มตัว

ยุคทอง Restaking สะดุด! รายงานชี้โปรโตคอลแถวหน้ากำไรหดตัวหนัก ด้าน Ether.fi เบนเข็มสู่ธุรกิจ Crypto Neobank เต็มตัว
โปรโตคอลกลุ่ม Liquid Restaking เผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญหลังผลตอบแทนจากการทำ Restaking ลดลงและเม็ดเงินไหลย้ายสู่ธุรกิจ Neobank ภาพประกอบข่าว BlockBrief
สรุปประเด็นสำคัญ

รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 เปิดเผยว่าโปรโตคอลกลุ่ม Liquid Restaking ชั้นนำทำกำไรขั้นต้นลดลงอย่างรุนแรงจากผลกระทบด้านความปลอดภัยของสะพานเชื่อมข้ามเชนและผลตอบแทนที่ลดลง ส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Ether.fi และ EigenLayer ต้องปรับโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่

ที่มาและปัจจัยสำคัญ ผลตอบแทนโทเค็น EIGEN ถูกส่งต่อให้ผู้ฝากทั้งหมดโดยไม่เหลือส่วนต่างให้โปรโตคอล ประกอบกับเหตุการณ์แฮกสะพานเชื่อม rsETH ของ Kelp มูลค่า 293 ล้านดอลลาร์ทำให้นักลงทุนถอนสภาพคล่องออก
ผลลัพธ์และนัยสำคัญ Ether.fi ปรับตัวสู่การเป็น Crypto Neobank ที่สร้างสัดส่วนรายได้จากบัตรเครดิตคริปโตถึง 46% ขณะที่ EigenLayer รีแบรนด์เป็น EigenCloud มุ่งเน้นบริการ Verifiable Computing
มูลค่าสินทรัพย์บน EigenLayer
$5.10B
ลดลงจากจุดสูงสุด 22.06 พันล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2025
กำไรขั้นต้นของ Ether.fi (Q2/2026)
$9.99M
สัดส่วนรายได้จากธุรกิจบัตร Neobank เพิ่มขึ้นเป็น 46%
มูลค่าความเสียหายสะพานเชื่อม rsETH
$293M
ส่งผลให้มีเงินทุนไหลออกจาก Aave กว่า 6 พันล้านดอลลาร์
ฟังเสียงอ่านข่าวนี้ 00:00 / --:--
คลิกเพื่อเปิดแถบควบคุมเสียงอ่านข่าวภาษาไทย

รายงานวิเคราะห์ผลประกอบการล่าสุดจาก CoinDesk เปิดเผยว่ายุคตื่นทองของธุรกิจ Liquid Restaking บนเครือข่าย Ethereum ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว โดยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 โปรโตคอลชั้นนำในกลุ่มนี้ต่างเผชิญกับภาวะกำไรขั้นต้นที่หดตัวลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับช่วง 3 ไตรมาสก่อนหน้าที่กลุ่มผู้เล่นหลัก 5 รายเคยทำกำไรรวมกันได้ถึง 2.18 ล้านดอลลาร์ ตัวอย่างเช่น Puffer ซึ่งระดมทุนไปกว่า 23 ล้านดอลลาร์ มีกำไรขั้นต้นในไตรมาสล่าสุดเพียง 21,590 ดอลลาร์ ขณะที่ Swell บันทึกกำไรขั้นต้นได้เพียง 22,370 ดอลลาร์เท่านั้น

ข้อมูลงบการเงินยังสะท้อนให้เห็นว่าส่วนที่เคยสร้างกำไรให้กับบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มาจากธุรกรรม Restaking โดยตรง ในบัญชีของโปรโตคอล Kelp รายได้จากรางวัลโทเค็น EIGEN จำนวน 460,600 ดอลลาร์ ถูกบันทึกเป็นต้นทุนการจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ฝากในจำนวนเท่ากันทั้งหมด ทำให้ไม่มีกำไรคงเหลือเข้าสู่โปรโตคอล เช่นเดียวกับ Puffer และ Swell ที่ใช้โครงสร้างบัญชีแบบเดียวกัน โดยกำไรที่แท้จริงของแพลตฟอร์มเหล่านี้ล้วนมาจากค่าธรรมเนียมการทำ Staking พื้นฐานที่อยู่ชั้นล่างสุดเท่านั้น

ผลกระทบจากช่องโหว่สะพานเชื่อมและการย้ายเม็ดเงินสู่ Curated Vaults

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นในโทเค็นกลุ่ม Liquid Restaking เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน เมื่อผู้โจมตีเจาะช่องโหว่สะพานเชื่อมข้ามเชนของ Kelp และสร้างเหรียญ rsETH จำนวน 116,500 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 293 ล้านดอลลาร์ภายในเวลา 46 นาทีโดยไม่มีเหรียญ ETH ค้ำประกันจริง ก่อนนำไปวางเป็นหลักประกันกู้ยืมเหรียญ ETH จริงบนแพลตฟอร์ม Aave จนเกิดกระแสเงินทุนไหลออกจาก Aave สูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์ และนำไปสู่การปรับเกณฑ์ประเมินความปลอดภัยของหลักประกันใหม่ทั้งหมดในเดือนพฤษภาคม

แม้ว่าโครงสร้างหลักของ EigenLayer จะไม่ได้ถูกเจาะหรือเกิดการถูกยึดเงินค้ำประกัน (Slashing) แต่อย่างใด ทว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโทเค็นตัวแทนใบเสร็จ (Wrapper) ก็ทำให้นักลงทุนตระหนักว่าการถือครองโทเค็นหลายชั้นเป็นการแบกรับความเสี่ยงด้านซอฟต์แวร์เพิ่มเติมโดยไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ส่งผลให้เม็ดเงินทุนไม่ได้ไหลออกจากตลาดกู้ยืมคริปโต แต่โยกย้ายจากเหรียญ ETH ไปสู่การฝากดอลลาร์ผ่านระบบ Curated Vaults บนโปรโตคอลอย่าง Morpho ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ฝากรวมกว่า 5.8 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าโมเดล Curated Vaults เองก็เคยเผชิญวิกฤตสภาพคล่องจากกรณีของ Stream Finance ที่ทำให้เหรียญ xUSD ร่วงลงถึง 77% เมื่อปลายปี 2025 ก็ตาม

การปรับโมเดลธุรกิจของ Ether.fi และ EigenLayer สู่โครงสร้างรายได้ใหม่

การหดตัวของตลาด Restaking บีบให้ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Ether.fi ต้องตัดสินใจปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งสำคัญด้วยการก้าวออกจากภาพลักษณ์บริษัท Staking ไปสู่การเป็นธนาคารดิจิทัลคริปโต (Crypto Neobank) อย่างเต็มตัว ปัจจุบัน Ether.fi ให้บริการบัตรชำระเงินที่ช่วยให้ผู้ใช้งานใช้จ่ายผ่านสินทรัพย์คริปโตได้โดยไม่ต้องขายเหรียญ พร้อมเปิดตลาดกู้ยืมบนเครือข่าย Optimism รวมถึงเพิ่มบริการหุ้นโทเค็นและโลหะมีค่าเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบัตรเพิ่มขึ้นจาก 17% ในเดือนมกราคม มาอยู่ที่ 46% ในเดือนกรกฎาคม และสร้างกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 2 ได้ถึง 3.14 ล้านดอลลาร์ จากกำไรขั้นต้นรวมทั้งบริษัทที่ 9.99 ล้านดอลลาร์

สำหรับทิศทางที่ต้องจับตาต่อจากนี้ แม้กระทั่งผู้บุกเบิกอย่าง EigenLayer เองก็ได้ยุติการชู Restaking เป็นสินค้าหลักและรีแบรนด์สู่ชื่อ EigenCloud เพื่อรุกตลาดระบบประมวลผลที่ตรวจสอบความถูกต้องได้ (Verifiable Computing) โดยมีสินทรัพย์ค้ำประกันจากระบบ Restaking ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานอยู่เบื้องหลังแทน ปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์ที่ล็อกไว้บน EigenLayer อยู่ที่ 5.10 พันล้านดอลลาร์ ลดลงราว 75% จากระดับ 22.06 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่งสะท้อนถึงการปรับขนาดของตลาดเข้าสู่จุดสมดุลตามความต้องการใช้งานจริงของภาคธุรกิจ

ส่งต่อบทวิเคราะห์นี้ให้เพื่อนหรือกลุ่มลงทุน:
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: CoinDesk เปิดดูเอกสารต้นฉบับ ↗
เนื้อหาในบทความนี้จัดทำขึ้นโดยกองบรรณาธิการ BlockBrief เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูล ข่าวสาร และบทวิเคราะห์เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ประการใด สินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจลงทุน