รายงานวิเคราะห์ผลประกอบการล่าสุดจาก CoinDesk เปิดเผยว่ายุคตื่นทองของธุรกิจ Liquid Restaking บนเครือข่าย Ethereum ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว โดยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 โปรโตคอลชั้นนำในกลุ่มนี้ต่างเผชิญกับภาวะกำไรขั้นต้นที่หดตัวลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับช่วง 3 ไตรมาสก่อนหน้าที่กลุ่มผู้เล่นหลัก 5 รายเคยทำกำไรรวมกันได้ถึง 2.18 ล้านดอลลาร์ ตัวอย่างเช่น Puffer ซึ่งระดมทุนไปกว่า 23 ล้านดอลลาร์ มีกำไรขั้นต้นในไตรมาสล่าสุดเพียง 21,590 ดอลลาร์ ขณะที่ Swell บันทึกกำไรขั้นต้นได้เพียง 22,370 ดอลลาร์เท่านั้น
ข้อมูลงบการเงินยังสะท้อนให้เห็นว่าส่วนที่เคยสร้างกำไรให้กับบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มาจากธุรกรรม Restaking โดยตรง ในบัญชีของโปรโตคอล Kelp รายได้จากรางวัลโทเค็น EIGEN จำนวน 460,600 ดอลลาร์ ถูกบันทึกเป็นต้นทุนการจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ฝากในจำนวนเท่ากันทั้งหมด ทำให้ไม่มีกำไรคงเหลือเข้าสู่โปรโตคอล เช่นเดียวกับ Puffer และ Swell ที่ใช้โครงสร้างบัญชีแบบเดียวกัน โดยกำไรที่แท้จริงของแพลตฟอร์มเหล่านี้ล้วนมาจากค่าธรรมเนียมการทำ Staking พื้นฐานที่อยู่ชั้นล่างสุดเท่านั้น
ผลกระทบจากช่องโหว่สะพานเชื่อมและการย้ายเม็ดเงินสู่ Curated Vaults
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นในโทเค็นกลุ่ม Liquid Restaking เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน เมื่อผู้โจมตีเจาะช่องโหว่สะพานเชื่อมข้ามเชนของ Kelp และสร้างเหรียญ rsETH จำนวน 116,500 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 293 ล้านดอลลาร์ภายในเวลา 46 นาทีโดยไม่มีเหรียญ ETH ค้ำประกันจริง ก่อนนำไปวางเป็นหลักประกันกู้ยืมเหรียญ ETH จริงบนแพลตฟอร์ม Aave จนเกิดกระแสเงินทุนไหลออกจาก Aave สูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์ และนำไปสู่การปรับเกณฑ์ประเมินความปลอดภัยของหลักประกันใหม่ทั้งหมดในเดือนพฤษภาคม
แม้ว่าโครงสร้างหลักของ EigenLayer จะไม่ได้ถูกเจาะหรือเกิดการถูกยึดเงินค้ำประกัน (Slashing) แต่อย่างใด ทว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโทเค็นตัวแทนใบเสร็จ (Wrapper) ก็ทำให้นักลงทุนตระหนักว่าการถือครองโทเค็นหลายชั้นเป็นการแบกรับความเสี่ยงด้านซอฟต์แวร์เพิ่มเติมโดยไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ส่งผลให้เม็ดเงินทุนไม่ได้ไหลออกจากตลาดกู้ยืมคริปโต แต่โยกย้ายจากเหรียญ ETH ไปสู่การฝากดอลลาร์ผ่านระบบ Curated Vaults บนโปรโตคอลอย่าง Morpho ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ฝากรวมกว่า 5.8 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าโมเดล Curated Vaults เองก็เคยเผชิญวิกฤตสภาพคล่องจากกรณีของ Stream Finance ที่ทำให้เหรียญ xUSD ร่วงลงถึง 77% เมื่อปลายปี 2025 ก็ตาม
การปรับโมเดลธุรกิจของ Ether.fi และ EigenLayer สู่โครงสร้างรายได้ใหม่
การหดตัวของตลาด Restaking บีบให้ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Ether.fi ต้องตัดสินใจปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งสำคัญด้วยการก้าวออกจากภาพลักษณ์บริษัท Staking ไปสู่การเป็นธนาคารดิจิทัลคริปโต (Crypto Neobank) อย่างเต็มตัว ปัจจุบัน Ether.fi ให้บริการบัตรชำระเงินที่ช่วยให้ผู้ใช้งานใช้จ่ายผ่านสินทรัพย์คริปโตได้โดยไม่ต้องขายเหรียญ พร้อมเปิดตลาดกู้ยืมบนเครือข่าย Optimism รวมถึงเพิ่มบริการหุ้นโทเค็นและโลหะมีค่าเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบัตรเพิ่มขึ้นจาก 17% ในเดือนมกราคม มาอยู่ที่ 46% ในเดือนกรกฎาคม และสร้างกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 2 ได้ถึง 3.14 ล้านดอลลาร์ จากกำไรขั้นต้นรวมทั้งบริษัทที่ 9.99 ล้านดอลลาร์
สำหรับทิศทางที่ต้องจับตาต่อจากนี้ แม้กระทั่งผู้บุกเบิกอย่าง EigenLayer เองก็ได้ยุติการชู Restaking เป็นสินค้าหลักและรีแบรนด์สู่ชื่อ EigenCloud เพื่อรุกตลาดระบบประมวลผลที่ตรวจสอบความถูกต้องได้ (Verifiable Computing) โดยมีสินทรัพย์ค้ำประกันจากระบบ Restaking ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานอยู่เบื้องหลังแทน ปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์ที่ล็อกไว้บน EigenLayer อยู่ที่ 5.10 พันล้านดอลลาร์ ลดลงราว 75% จากระดับ 22.06 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่งสะท้อนถึงการปรับขนาดของตลาดเข้าสู่จุดสมดุลตามความต้องการใช้งานจริงของภาคธุรกิจ