Chainlink ประกาศเปิดตัว Cross-Chain Interoperability Protocol รุ่นใหม่ หรือ CCIP 2.0 อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและการโอนย้ายสินทรัพย์ข้ามบล็อกเชนให้มีความปลอดภัยระดับสถาบัน การอัปเกรดครั้งสำคัญนี้เปิดให้บริษัทและโปรโตคอลการเงินสามารถกำหนดระบบตรวจสอบความปลอดภัย (Security Checks) เพิ่มเติมของตนเองได้ โดยเกิดขึ้นเพียง 5 เดือนหลังจากเหตุการณ์โจรกรรมในภาคการเงินกระจายศูนย์ (DeFi) ครั้งใหญ่ที่สุดของปี ซึ่งมีสาเหตุมาจากสะพานเชื่อมข้ามเครือข่ายของคู่แข่งที่ตั้งค่าพึ่งพาผู้ตรวจสอบความถูกต้องเพียงชั้นเดียว
ที่ผ่านมา Chainlink เป็นที่รู้จักในฐานะเครือข่ายออราเคิล (Oracle Network) อันดับหนึ่งที่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลภายนอก เช่น ราคาสินทรัพย์แบบเรียลไทม์ ให้กับแอปพลิเคชันกู้ยืมและซื้อขายบนบล็อกเชน ก่อนจะขยายขอบเขตสู่การโอนย้ายโทเค็นและข้อความข้ามเครือข่ายผ่านการเปิดตัว CCIP ครั้งแรกในปี 2023 เนื่องจากบล็อกเชนแต่ละเครือข่ายไม่สามารถสื่อสารกันได้โดยตรง การย้ายสินทรัพย์จึงต้องอาศัยสะพานเชื่อม (Bridge) และผู้ตรวจสอบ (Verifiers) เพื่อยืนยันว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริงบนเชนต้นทางก่อนปลดล็อกเหรียญบนเชนปลายทาง
บทเรียนจากเหตุการณ์เจาะระบบ Kelp DAO มูลค่า 292 ล้านดอลลาร์
ความเปราะบางของระบบผู้ตรวจสอบกลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มแฮกเกอร์ที่คาดว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม Lazarus Group ของเกาหลีเหนือ สามารถสูบเหรียญ rsETH มูลค่าประมาณ 292 ล้านดอลลาร์ออกจากสะพานเชื่อมของโปรโตคอล Kelp DAO ซึ่งทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของ LayerZero คู่แข่งสำคัญของ Chainlink โดยผู้โจมตีสามารถหลอกผู้ตรวจสอบเพียงรายเดียว (Single Verifier) ที่ระบบของ Kelp DAO ตั้งค่าใช้งานไว้ จนสามารถถอนสินทรัพย์ออกไปได้โดยไม่มีเงินฝากค้ำประกันจริง
หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว LayerZero ชี้แจงว่าความเสียหายเกิดจากการที่ Kelp DAO เลือกตั้งค่าใช้ผู้ตรวจสอบเพียงรายเดียวแทนที่จะใช้หลายรายร่วมกัน ขณะที่ฝั่ง Kelp DAO โต้แย้งว่าทีมงานของ LayerZero ได้ตรวจสอบการตั้งค่าดังกล่าวแล้วโดยไม่ได้ทักท้วงใดๆ ทั้งนี้ ข้อมูลจาก CoinGecko เปิดเผยว่าเกือบครึ่งหนึ่งของแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่บน LayerZero ในขณะนั้นต่างใช้โครงสร้างผู้ตรวจสอบรายเดียวในลักษณะเดียวกัน ซึ่งภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว Kelp DAO จึงตัดสินใจย้ายระบบของเหรียญ rsETH มาใช้งานบนเครือข่ายของ Chainlink แทน
สถาปัตยกรรมฉันทามติ 16 โหนดและการปรับโครงสร้างความปลอดภัยใน CCIP 2.0
ภายใต้สถาปัตยกรรมของ CCIP 2.0 บริษัทและสถาบันการเงินสามารถเลือกเพิ่มผู้ตรวจสอบพิเศษได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการรันโหนดตรวจสอบด้วยตนเอง หรือการว่าจ้างผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำจากภายนอกอย่าง Infosys และ Nethermind แต่จุดที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญคือ ผู้ตรวจสอบเสริมเหล่านี้จะทำงานซ้อนทับอยู่บนเครือข่ายมาตรฐานของ Chainlink ซึ่งประกอบด้วยผู้ให้บริการโหนดอิสระถึง 16 รายที่ต้องลงมติเห็นชอบร่วมกัน (Quorum) ในทุกธุรกรรม โยฮันน์ เอด (Johann Eid) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Chainlink Labs ระบุว่าผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยข้ามเชนด้วยตนเอง เพราะระบบพื้นฐานได้ออกแบบมาเพื่อป้องกันความสูญเสียระดับพันล้านดอลลาร์ที่เคยเกิดขึ้นกับสะพานเชื่อมยุคเก่าแล้ว
สำหรับทิศทางที่ต้องจับตาต่อจากนี้ การอัปเกรด CCIP 2.0 ยังได้ปรับเปลี่ยนกลไกความปลอดภัยเดิมอย่าง Risk Management Network ที่เคยเป็นเครือข่ายแยกชุดที่สอง โดยเปิดทางให้การตรวจสอบซ้ำมาจากกลุ่มผู้ตรวจสอบอิสระที่องค์กรเลือกเพิ่มเติมแทน แม้ว่าผู้ใช้งานที่ไม่ได้ตั้งค่าผู้ตรวจสอบเพิ่มจะพึ่งพาเครือข่ายหลักเพียงชุดเดียวจากเดิมที่มีสองชุด แต่เครือข่ายหลักดังกล่าวก็ยังกระจายศูนย์ผ่านโหนดอิสระถึง 16 แห่งแทนที่จะเป็นจุดเดียว โดยทาง Chainlink ยืนยันว่าโปรโตคอลเดิมสามารถใช้งานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ไขโค้ด และมีแพลตฟอร์มการเงินชั้นนำอย่าง Aave และ Maple เริ่มนำฟีเจอร์ใหม่ของ CCIP 2.0 ไปใช้งานแล้ว