คณะอนุกรรมาธิการถาวรว่าด้วยการสอบสวนแห่งวุฒิสภาสหรัฐฯ (Permanent Subcommittee on Investigations หรือ PSI) ซึ่งนำโดยริชาร์ด บลูเมนธาล (Richard Blumenthal) และกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาพรรคเดโมแครต ได้เปิดเผยรายงานผลการสอบสวนฉบับใหม่ที่ระบุว่าเหรียญ USDT ของบริษัท Tether ได้กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินให้กับรัฐบาลอิหร่านในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระดับสากล รายงานฉบับนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมบนบล็อกเชนของกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตรและมีความเชื่อมโยงกับอิหร่านมากกว่า 800 กระเป๋า โดยพบว่ากว่า 84% ของกระเป๋าเหล่านั้นเลือกใช้เหรียญ USDT เป็นสกุลเงินหลักหรือสกุลเงินเดียวในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน
ข้อมูลจากรายงานของวุฒิสภาสหรัฐฯ ประเมินว่าเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลอิหร่านมียอดการทำธุรกรรมทางการเงินรวมประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อชำระค่าสินค้ายุทธปัจจัยและบริหารจัดการสภาพคล่องนอกระบบธนาคารปกติ คณะผู้จัดทำรายงานตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนปี 2024 Tether มีความล่าช้าในการระงับกระเป๋าเงินที่เชื่อมโยงกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในอิหร่าน นายหน้าการเงิน และกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค โดยในบางกรณีใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะดำเนินการสั่งอายัดหลังจากได้รับแจ้งเบาะแส ส่งผลให้เครือข่ายดังกล่าวสามารถโอนย้ายเหรียญออกไปก่อนที่คำสั่งระงับจะมีผลบังคับใช้
กลไกธนาคารเงาบนบล็อกเชนและคำชี้แจงโต้แย้งจากฝั่ง Tether
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เหรียญ Stablecoin ซึ่งตรึงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นเครื่องมือหลักในระบบการเงินนอกระบบ (Shadow Banking) คือความสามารถในการโอนย้ายมูลค่าขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนได้ภายในไม่กี่วินาทีโดยไม่ต้องพึ่งพาธนาคารตัวแทน (Correspondent Banks) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางการสหรัฐฯ รายงานชี้ว่าเครือข่ายนายหน้าการเงินของอิหร่านใช้ USDT เป็นสื่อกลางในการแปลงรายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ให้เป็นสภาพคล่องดอลลาร์ดิจิทัล ก่อนจะกระจายเหรียญผ่านกระเป๋าตัวกลางหลายทอดเพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน
ในอีกด้านหนึ่ง เปาโล อาร์โดอิโน (Paolo Ardoino) ซีอีโอของ Tether และตัวแทนของบริษัทได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาในรายงานดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า Tether ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ข้อมูลจากบริษัทระบุว่าเฉพาะในปี 2026 เพียงปีเดียว Tether ได้ให้ความร่วมมือกับทางการสหรัฐฯ ในการสั่งอายัดเหรียญ USDT ที่เชื่อมโยงกับอิหร่านไปแล้วเกือบ 550 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการอายัดเหรียญมูลค่า 344 ล้านดอลลาร์ในกระเป๋า 2 แห่งที่เชื่อมโยงกับธนาคารกลางอิหร่านเมื่อเดือนเมษายน และการอายัดอีก 130 ล้านดอลลาร์ในกระเป๋า 4 แห่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
แรงกดดันด้านกฎระเบียบต่อตลาด Stablecoin และสิ่งที่นักลงทุนต้องจับตา
ซีอีโอของ Tether ยังได้เน้นย้ำถึงความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของเทคโนโลยีบล็อกเชนสาธารณะ โดยชี้ให้เห็นว่าทุกธุรกรรมของ USDT ถูกบันทึกไว้บนเครือข่ายอย่างถาวรและโปร่งใส ซึ่งช่วยให้หน่วยงานความมั่นคงสามารถแกะรอยเส้นทางการเงินและสั่งอายัดสินทรัพย์ที่ผิดกฎหมายได้แม่นยำกว่าการใช้ธนบัตรดอลลาร์แบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายนิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตมองว่าลำพังการอายัดกระเป๋าภายหลังเกิดธุรกรรมยังไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยกระดับมาตรการตรวจสอบผู้ออกเหรียญ Stablecoin ที่จดทะเบียนนอกสหรัฐฯ ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น
สำหรับทิศทางที่ต้องจับตาต่อจากนี้ รายงานของคณะอนุกรรมาธิการวุฒิสภาฉบับนี้คาดว่าจะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการอภิปรายร่างกฎหมายกำกับดูแล Stablecoin ในสภาคองเกรส รวมถึงการพิจารณามาตรการของสำนักงานควบคุมทรัพย์สินในต่างประเทศ (OFAC) แห่งกระทรวงการคลังสหรัฐฯ นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมประเมินว่า แม้ USDT จะยังคงครองส่วนแบ่งตลาด Stablecoin อันดับหนึ่งของโลกด้วยสภาพคล่องที่ลึกที่สุด แต่แรงกดดันทางการเมืองในประเด็นความมั่นคงแห่งชาติอาจผลักดันให้ผู้เล่นระดับสถาบันในสหรัฐฯ หันมาให้น้ำหนักกับเหรียญที่อยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลในประเทศควบคู่กันไป