Bitcoin เพิ่งผ่านพ้นไตรมาสที่ 3 ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 ด้วยการปรับตัวขึ้นกว่า 43% อย่างไรก็ตาม การรักษาโมเมนตัมขาขึ้นในระยะถัดไปอาจเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury yields) พุ่งทะลุระดับ 5% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ข้อมูลจาก Delphi Digital ระบุว่าภาวะที่พันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนไร้ความเสี่ยงสูงถึงระดับนี้ ทำให้นักลงทุนเริ่มหันไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าและลดความสนใจในสินทรัพย์เสี่ยงลง
ในขณะเดียวกัน ตลาดได้รับแรงหนุนจากรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 80,000 ตำแหน่งอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลนี้ส่งสัญญาณว่าตลาดแรงงานกำลังชะลอตัวลง ซึ่งช่วยลดความจำเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม โดยเครื่องมือ CME Group’s FedWatch Tool บ่งชี้ว่าโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยลดลงเหลือเพียง 24% จากเดิมที่เคยสูงถึง 75% ในสัปดาห์ก่อนหน้า
ท่ามกลางความผันผวน Bitcoin ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากกระแส ‘debasement trade’ หรือมุมมองที่ว่าการกู้ยืมเงินของรัฐบาลและการขยายตัวของปริมาณเงินจะส่งผลให้มูลค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงในระยะยาว นักลงทุนจึงมองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อและการเสื่อมค่าของสกุลเงินกระดาษ แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูง แต่ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะและภาระดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
ในเชิงโครงสร้างตลาด การที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาด ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยลดความตึงเครียดในตลาดตราสารหนี้ แม้ว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นความพยายามในการควบคุมต้นทุนการกู้ยืม แต่ในมุมมองของนักลงทุนคริปโต นี่คือสัญญาณของการอัดฉีดสภาพคล่องที่อาจส่งผลบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม อย่างไรก็ตาม การที่บอนด์ยีลด์ยังคงยืนเหนือระดับ 5% ยังคงเป็น ‘แรงต้านจริง’ ที่ Bitcoin ต้องพิสูจน์ความแข็งแกร่งเพื่อฝ่าด่านราคาขึ้นไปให้ได้
มุมมองต่อทิศทางตลาดและปัจจัยที่ต้องจับตา
เมื่อมองภาพรวมในระยะกลางถึงระยะยาว ทิศทางของ Bitcoin จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ Fed เป็นสำคัญ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ Fed รวมถึง John Williams ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ได้ออกมาส่งสัญญาณว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง
นักลงทุนควรติดตามความเคลื่อนไหวของตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่จะประกาศในอนาคต หากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงจน Fed ต้องเปลี่ยนท่าทีมาเป็นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน Bitcoin อาจได้รับอานิสงส์จากการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนอีกครั้ง แต่ในระยะสั้น ความผันผวนจากบอนด์ยีลด์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงจะเป็นตัวทดสอบสำคัญว่า Bitcoin จะสามารถรักษาฐานราคาและสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้หรือไม่