ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกลับมาคึกคักอีกครั้งในไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 โดย Bitcoin สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 42.71% ซึ่งถือเป็นผลงานรายไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการพุ่งทะยานของราคาในครั้งนี้คือกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิในกองทุน Spot Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ ที่มียอดรวมสูงถึง 6.34 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการพลิกฟื้นสถานการณ์จากไตรมาสที่ 2 ที่เคยมีเม็ดเงินไหลออกสุทธิรวมกว่า 5 พันล้านดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ
กลไกการไหลเข้าของเม็ดเงินสถาบันในไตรมาสที่ 3
ข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่ากระแสเงินทุนไหลเข้าในไตรมาสที่ 3 มีความต่อเนื่องและมั่นคง โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมที่มียอดเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 3.52 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าในเดือนกันยายนตัวเลขจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.65 พันล้านดอลลาร์ หรือลดลงประมาณ 25% ก็ตาม ทั้งนี้ในวันพุธสุดท้ายของเดือนกันยายน ตลาด ETF ได้เผชิญกับแรงเทขายจนมีกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิประมาณ 149 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการยุติช่วงเวลาแห่งการไหลเข้าต่อเนื่องยาวนานถึง 9 วันทำการที่เคยดึงดูดเม็ดเงินได้สูงถึง 3.1 พันล้านดอลลาร์
ในขณะเดียวกัน สินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ก็ได้รับอานิสงส์จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันเช่นกัน โดยกองทุน Spot Ether ETF ในสหรัฐฯ สามารถดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิได้ถึง 3.05 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 3 หลังจากที่เคยเผชิญกับภาวะเงินไหลออกสุทธิ 714 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ กองทุนที่อ้างอิงสินทรัพย์อื่นอย่าง XRP ก็มียอดเงินไหลเข้าสุทธิ 308 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดสะสมรวมพุ่งแตะ 1.79 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุน Solana และ Zcash ก็มีการบันทึกกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิในเดือนกันยายนที่ 272 ล้านดอลลาร์ และ 246 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ
ผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดและมุมมองนักลงทุน
ความเคลื่อนไหวของเม็ดเงินในกองทุน ETF สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดที่นักลงทุนสถาบันเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนหลักมากขึ้น การที่ Bitcoin สามารถทำผลงานได้โดดเด่นในไตรมาสที่ 3 ไม่เพียงแต่เป็นการพิสูจน์ถึงความยืดหยุ่นของสินทรัพย์ แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกกำกับดูแลอย่าง Spot ETF เป็นช่องทางหลักที่ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดสำหรับนักลงทุนรายใหญ่
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การที่กระแสเงินทุนไหลเข้ามีความผันผวนในระยะสั้นถือเป็นเรื่องปกติของกลไกตลาด อย่างไรก็ตาม การที่เม็ดเงินไหลเข้าสุทธิในภาพรวมของไตรมาสยังคงอยู่ในระดับสูง แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงจากฝั่งสถาบันการเงินที่ต้องการสะสมสินทรัพย์ในช่วงที่ราคาปรับฐาน ซึ่งปัจจัยนี้ถือเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยประคองราคาไม่ให้ปรับตัวลงลึกเกินไปในช่วงที่ตลาดเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก
สิ่งที่นักลงทุนและผู้เล่นระดับสถาบันให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดไปคือการจับตาดูทิศทางของนโยบายการเงินและตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคที่จะส่งผลต่อความเสี่ยงในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม แม้ว่าแนวโน้มในไตรมาสที่ 3 จะเป็นบวกอย่างชัดเจน แต่ความผันผวนที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนก็เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ลงทุนต้องบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในสภาวะที่ตลาดอาจมีการปรับฐานเพื่อสะสมกำลังก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี