สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ได้ประกาศร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่มุ่งเน้นการสร้างความชัดเจนให้กับที่ปรึกษาการลงทุนและกองทุนต่างๆ ในการจัดการและเก็บรักษาทรัพย์สินดิจิทัลของลูกค้า โดยพอล แอตกินส์ ประธาน SEC ระบุว่าข้อเสนอนี้จะเข้ามาแทนที่ความคลุมเครือจากกฎระเบียบในยุคเก่าที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสินทรัพย์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่
ร่างกฎหมายที่มีความยาวกว่า 760 หน้าฉบับนี้ ไม่เพียงแต่ระบุถึงประเภทของบริษัทที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเป็นผู้ดูแลสินทรัพย์ (Custodian) เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงข้อกำหนดในการจัดทำบันทึกข้อมูล การเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานรัฐ และมาตรฐานการตรวจสอบบัญชีที่เข้มงวด ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวยังถือเป็นช่วงเวลาสำคัญก่อนการอำลาตำแหน่งของเฮสเตอร์ เพียร์ซ กรรมาธิการ SEC ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Crypto Task Force มาตั้งแต่เริ่มต้น
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในร่างกฎหมายนี้คือการอนุญาตให้ที่ปรึกษาการลงทุนสามารถทำ Self-custody สินทรัพย์ของลูกค้าได้ในกรณีที่ไม่สามารถหาผู้ดูแลสินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้ โดย SEC ได้กำหนดเงื่อนไขว่าบริษัทต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและต้องมีการทบทวนสถานะทุกไตรมาสว่ามีผู้ดูแลสินทรัพย์รายอื่นที่พร้อมให้บริการหรือไม่ นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังเปิดทางให้ทรัสต์ที่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐ (State-chartered trusts) สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสินทรัพย์ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตการเข้าถึงบริการในตลาดให้กว้างขวางขึ้น
ผลกระทบเชิงโครงสร้างและทิศทางตลาดในอนาคต
การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบในครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่จะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยการมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้ที่ปรึกษาการลงทุนสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพคล่องโดยรวมในตลาดคริปโตในระยะยาว นอกจากนี้ การที่ SEC เดินหน้าผลักดันนโยบายด้านคริปโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของ Innovation Exemption สำหรับการทำ Tokenization และกฎระเบียบสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักลงทุนและการส่งเสริมนวัตกรรม
ในมุมของการประเมินความเสี่ยงและโครงสร้างตลาด แม้ว่าการอนุญาตให้ทำ Self-custody จะเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรม แต่บริษัทที่ต้องการใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องเผชิญกับภาระด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) ที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการตรวจสอบสถานะรายไตรมาสและการพิสูจน์ความเชี่ยวชาญในการจัดการสินทรัพย์ ซึ่งเป็นกลไกที่ SEC ออกแบบมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการสูญหายหรือการยักยอกทรัพย์สินของลูกค้า
ในระยะถัดไป ตลาดจะต้องจับตาดูช่วงเวลา 60 วันสำหรับการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าภาคส่วนต่างๆ จะมีการตอบรับหรือเสนอแนะการปรับปรุงร่างกฎหมายนี้อย่างไร ก่อนที่จะมีการประกาศใช้จริง การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายนี้ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำธุรกิจของที่ปรึกษาการลงทุนในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นต้นแบบ (Benchmark) ให้กับหน่วยงานกำกับดูแลในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกในการวางกรอบกฎหมาย Custody สินทรัพย์ดิจิทัลให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น