Richard Blumenthal สว. ระดับสูงจากพรรคเดโมแครตในคณะอนุกรรมาธิการถาวรด้านการสอบสวนของวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่าง Cantor Fitzgerald และ Tether ซึ่งเป็นผู้ออกเหรียญ Stablecoin รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยการเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าพรรคเดโมแครตอาจกลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาหลังการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในจดหมายที่ส่งถึง Brandon Lutnick ซึ่งเป็น CEO ของ Cantor Fitzgerald และบุตรชายของ Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ทาง Blumenthal ได้ตั้งคำถามถึงบทบาทของ Tether ในระบบการเงินของอิหร่าน รวมถึงความเชื่อมโยงในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรรรรของรัสเซีย โดยเขาระบุว่า Cantor Fitzgerald ซึ่งทำหน้าที่ดูแลสินทรัพย์สำรองให้กับ Tether นั้นได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจดังกล่าว ในขณะที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ของ Tether ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ภายใต้การดูแลของ Cantor Fitzgerald ในสหรัฐฯ แม้บริษัทจะอ้างว่าดำเนินงานจากเอลซัลวาดอร์ก็ตาม
ผลกระทบต่อทิศทางการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล
การตรวจสอบในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความเข้มงวดที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรม Stablecoin หากพรรคเดโมแครตสามารถรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้สำเร็จ เนื่องจากสมาชิกสภาที่มีแนวคิดเข้มงวดต่ออุตสาหกรรมคริปโต เช่น Elizabeth Warren และ Blumenthal จะมีอำนาจในการออกหมายเรียกเพื่อบังคับให้บริษัทต่างๆ ต้องเปิดเผยข้อมูลและเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความโปร่งใสและการกำกับดูแลในอนาคต
ในปัจจุบัน ตลาดทายผล (Prediction Market) อย่าง Kalshi และ Polymarket ต่างประเมินว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสสูงกว่า 60% ที่จะกลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา และมีโอกาสสูงกว่า 90% ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนี้อาจกลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้เกิดการตรากฎหมายควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมและบริษัทคริปโตกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่กำลังกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันด้านกฎระเบียบสำหรับ Stablecoin ดังนั้น การตรวจสอบของสภาสหรัฐฯ ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของความพยายามในการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับระบบการเงินดิจิทัลที่กำลังเชื่อมโยงกับระบบการเงินกระแสหลักมากขึ้นเรื่อยๆ