ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถึงการแต่งตั้ง Jay Clayton ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (Director of National Intelligence) ให้เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้นำหน่วยงานใหม่ที่ชื่อว่า Super Intelligence Force (SIF) โดยหน่วยงานดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะยังคงรักษาความเป็นผู้นำระดับโลกในด้าน Super Intelligence ได้อย่างต่อเนื่อง
การประกาศครั้งนี้ถือเป็นการยืนยันรายงานข่าวที่ปรากฏในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับแผนการของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ถึงความตั้งใจในการสร้างหน่วยงานที่เปรียบเสมือน ‘AI Force’ โดยมีโมเดลการทำงานคล้ายคลึงกับ Space Force เพื่อกำกับดูแลและผลักดันนโยบายด้านปัญญาประดิษฐ์ให้เป็นรูปธรรม โดย Jay Clayton จะต้องรายงานการดำเนินงานโดยตรงต่อประธานาธิบดีและ Susie Wiles หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว
นอกเหนือจาก Jay Clayton แล้ว ทีมงานชุดนี้ยังประกอบด้วยบุคคลสำคัญในแวดวงบริหารและเทคโนโลยี ได้แก่ Andrew Ferguson ประธานคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ (FTC), Scott Kupor ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารบุคลากร (OPM) และ Emil Michael รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสงครามฝ่ายวิจัยและวิศวกรรม ทั้งนี้ แหล่งข่าวระบุว่า Jay Clayton จะยังคงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติควบคู่ไปกับบทบาทใหม่ใน SIF เพื่อให้การบูรณาการข้อมูลข่าวกรองและความมั่นคงทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างราบรื่น
ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อสมรภูมิเทคโนโลยีโลก
การจัดตั้ง Super Intelligence Force สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจด้าน AI ให้มีความชัดเจนและรวดเร็วขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในระดับสากล การดึงตัวบุคคลที่มีประสบการณ์สูงอย่าง Jay Clayton ซึ่งเคยผ่านงานในตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. และอัยการสหรัฐฯ มาก่อน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับทั้งด้านกฎระเบียบและการบังคับใช้กฎหมายควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี
ในแง่ของความท้าทาย การบริหารจัดการหน่วยงานที่มีขอบเขตครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคงและนวัตกรรมถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยการประสานงานข้ามหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการดึงตัวผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกันภายใต้กรอบของ SIF จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่าสหรัฐฯ จะสามารถรักษาความได้เปรียบในด้าน Super Intelligence ได้มากน้อยเพียงใดในระยะยาว
สิ่งที่นักลงทุนและผู้เล่นระดับสถาบันให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดไปคือ การกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนของ SIF ว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมคริปโตอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการกำกับดูแลระบบเข้ารหัส (Cryptographic) และการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในตลาดการเงิน ซึ่งความเคลื่อนไหวของหน่วยงานนี้จะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางของนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคตอันใกล้