วิทาลิก บูเทอริน (Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ได้ออกมาสนับสนุนคำเตือนของ จัสติน เดรก (Justin Drake) นักวิจัยของ Ethereum เกี่ยวกับความเสี่ยงที่ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจส่งผลกระทบต่อระบบความปลอดภัยของบล็อกเชนในปัจจุบัน โดยเฉพาะอัลกอริทึมการเข้ารหัสลับอย่าง Elliptic Curve Digital Signature Algorithm (ECDSA) ที่ใช้ปกป้องกระเป๋าเงินคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งอาจถูกเจาะได้เร็วกว่าการรอคอยภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่เคยคาดการณ์กันไว้
จัสติน เดรก ได้เสนอให้ผู้ใช้งานเตรียมตัวเข้าสู่ ‘Bunker Mode’ ด้วยการทยอยย้ายสินทรัพย์ไปยังกระเป๋าใหม่ที่ยังไม่เคยทำธุรกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ Public Key ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม บูเทอรินได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในเชิงระมัดระวังว่า ไม่แนะนำให้ผู้ใช้งานรีบเร่งย้ายสินทรัพย์ในทันทีจนเกิดความผิดพลาด แต่ควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่ AI จะเข้ามามีบทบาทในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนจนอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของระบบเข้ารหัสลับในอนาคตอันใกล้
กลไกความเสี่ยงจาก AI ต่อระบบเข้ารหัสลับ
ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ OpenAI ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยทางคณิตศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการแก้โจทย์ที่ยากระดับโลก เช่น การแก้สมการ Navier-Stokes ได้ภายในเวลาเพียง 88 ชั่วโมง โดยใช้ AI Agent จำนวน 10,000 ตัวทำงานร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสัญชาตญาณทางคณิตศาสตร์ของมนุษย์กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก และสมมติฐานทางคณิตศาสตร์ที่เคยเชื่อถือกันมานานอาจถูกทำลายลงได้ด้วยความสามารถของ Superintelligence
ในขณะที่ระบบเข้ารหัสลับแบบ Elliptic Curve มีโครงสร้างที่ซับซ้อนและอาจตกเป็นเป้าหมายได้ง่ายกว่าระบบ Hash-only แต่บูเทอรินยังเตือนไปถึงระบบ Lattice-based cryptography ที่เคยเชื่อกันว่าทนทานต่อการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมว่า อาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความก้าวหน้าของ AI ในช่วง 2 ปีข้างหน้าเช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Ethereum พยายามมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างแบบ ‘Hash-only’ เพื่อลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างให้น้อยที่สุด
ผลกระทบต่อกลยุทธ์การจัดการสินทรัพย์
สำหรับผู้ใช้งานและนักลงทุนรายใหญ่ การย้ายสินทรัพย์ไปยังกระเป๋าใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดเผย Public Key ถือเป็นมาตรการป้องกันเชิงรุกที่สำคัญ แม้ว่าบูเทอรินจะยอมรับว่าการย้ายสินทรัพย์เองก็มีความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการทำธุรกรรม (Botched Migrations) ซึ่งตัวเขาเองเคยสูญเสียเงินจากเหตุการณ์ดังกล่าวมากกว่าการถูกแฮกเสียอีก ดังนั้นการดำเนินการจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นระบบ
สิ่งที่นักลงทุนและผู้เล่นระดับสถาบันให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดไปคือ การประเมินความเสี่ยงของโครงสร้างพื้นฐานที่ตนเองถือครองอยู่ โดยเฉพาะการติดตามความเคลื่อนไหวของนักวิจัยด้านความปลอดภัยที่กำลังจับตาดูว่า AI จะสามารถทำลายสมมติฐานความยากทางคณิตศาสตร์ (Cryptographic Hardness Assumptions) ได้รวดเร็วเพียงใด ซึ่งหากสถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้น เราอาจเห็นการปรับเปลี่ยนมาตรฐานความปลอดภัยของกระเป๋าเงินคริปโตทั่วทั้งอุตสาหกรรมในระยะยาว