Bitcoin Policy Institute (BPI) ได้เผยแพร่รายงานวิจัยฉบับล่าสุดที่ตั้งคำถามถึงกระบวนการตัดสินใจของ MSCI ผู้ให้บริการดัชนีระดับโลก เกี่ยวกับข้อเสนอการปรับเกณฑ์การคัดเลือกบริษัทเข้าสู่ดัชนี โดยเฉพาะการกำหนดนิยามของ ‘บริษัทที่ไม่มีการดำเนินงาน’ (non-operating company) ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทที่เน้นการถือครอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์หลักอย่าง Strategy และ Metaplanet รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการพัฒนาเกณฑ์ดังกล่าว และตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการสืบทอดความพยายามเดิมของ MSCI ในการกีดกันบริษัทที่ทำธุรกิจคลังสินทรัพย์ดิจิทัลออกจากดัชนีหลัก
ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2025 MSCI เคยเสนอแผนการถอดบริษัทที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลออกจากดัชนีระดับโลก แต่ต้องพับแผนไปหลังจากได้รับแรงต้านอย่างหนักจากนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา MSCI ได้กลับมาพร้อมกับข้อเสนอใหม่ที่กว้างกว่าเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่การประเมินว่าบริษัทมีสินทรัพย์ที่ใช้ในการดำเนินงาน (operating assets) อย่างเพียงพอหรือไม่ ก่อนที่จะนำไปทดสอบด้วยเกณฑ์ทางการเงินอีก 5 ประการ ซึ่งผลการจำลองสถานการณ์ของ MSCI เองระบุชัดเจนว่าบริษัทอย่าง Strategy, Metaplanet และบริษัทลงทุนในยูเรเนียมอย่าง Yellow Cake จะไม่ผ่านเกณฑ์และถูกถอดออกในที่สุด
รายงานของ BPI ที่ใช้ชื่อว่า ‘Wall Street’s Invisible Committee’ ได้เปิดเผยข้อมูล Metadata ที่น่าสนใจว่า เอกสารนำเสนอเบื้องต้นของ MSCI ถูกจัดเก็บไว้ในโฟลเดอร์ภายในที่เกี่ยวข้องกับบริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้ BPI ตั้งคำถามว่า MSCI กำลังพยายามใช้ภาษาที่ดูเป็นกลางเพื่อปกปิดเจตนาเดิมในการกีดกันบริษัทกลุ่มคริปโตหรือไม่ นอกจากนี้ BPI ยังวิพากษ์วิจารณ์การที่ MSCI เลือกใช้คำว่า ‘สินทรัพย์ที่ใช้ในการดำเนินงาน’ ซึ่งไม่ใช่หมวดหมู่มาตรฐานตามหลักการบัญชี US GAAP หรือ IFRS ทำให้ MSCI มีอำนาจในการตัดสินใจเลือกปฏิบัติสูงเกินไปในการจำแนกสินทรัพย์ประเภทต่างๆ
ผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดและนักลงทุนสถาบัน
การถอดหุ้นเหล่านี้ออกจากดัชนี MSCI ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับตลาดการเงิน เนื่องจากกองทุนดัชนี (Index Funds) ทั่วโลกจำนวนมากจำเป็นต้องปรับพอร์ตตามดัชนีอ้างอิง หากหุ้นถูกถอดออก กองทุนเหล่านี้จะถูกบังคับให้เทขายหุ้นดังกล่าวทันที ซึ่งนักวิเคราะห์จาก JPMorgan เคยประเมินไว้ว่า Strategy อาจเผชิญกับแรงเทขายหรือกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากถูกถอดออกจากดัชนีจริง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่ถือครองหุ้นเหล่านี้ผ่านกองทุนดัชนี
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างโมเดลธุรกิจแบบดั้งเดิมกับบริษัทที่ปรับตัวเข้าสู่ยุคสินทรัพย์ดิจิทัล BPI ได้เตือนว่าปัญหานี้อาจลุกลามไปไกลกว่าแค่บริษัทคริปโต เนื่องจากธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง (capital-intensive) เช่น เหมืองแร่หรือเครือข่ายดาวเทียม ก็อาจตกอยู่ในสถานะที่ถูกมองว่าไม่มีรายได้จากการดำเนินงานเพียงพอในช่วงแรกของการลงทุนเช่นกัน ซึ่งหาก MSCI ยังคงใช้เกณฑ์ที่ขาดความชัดเจนและไม่สามารถตรวจสอบได้เช่นนี้ ก็อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของดัชนีในระยะยาว
ในมุมของการประเมินความเสี่ยงและโครงสร้างตลาด นักลงทุนจำเป็นต้องจับตาดูผลสรุปที่ MSCI จะประกาศในวันที่ 16 ตุลาคมนี้อย่างใกล้ชิด แม้ว่า MSCI จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึงสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ความกังวลเรื่องการใช้อำนาจดุลยพินิจที่มากเกินไปของ MSCI ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2026 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าผู้ให้บริการดัชนีระดับโลกจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ได้อย่างไร โดยไม่ทำลายความโปร่งใสและหลักการที่เป็นธรรมต่อทุกกลุ่มอุตสาหกรรม