ราคา Bitcoin (BTC) เผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงเปิดตลาด Wall Street เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยราคาปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ $83,000 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดใหม่นับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลงหลังจากเพิ่งทำจุดสูงสุดตลอดกาลไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yields) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาพลังงาน
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลายเป็นปัจจัยลบที่ซ้ำเติมตลาดการเงินโลก หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยที่ปรึกษาของผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านได้ออกมาเตือนถึงการควบคุมการจราจรทางเรือในพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นไปแตะระดับ $102 ต่อบาร์เรล ในขณะที่น้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ $91 ต่อบาร์เรล ซึ่งความผันผวนของราคาพลังงานนี้ส่งผลโดยตรงต่อความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง
ในขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักจนส่งผลให้บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี และ 30 ปี พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5.36% และ 5.73% ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนต่อภาระหนี้สาธารณะและทิศทางเงินเฟ้อในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซีและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดและมุมมองนักลงทุนสถาบัน
การปรับตัวลงของ Bitcoin ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น โดยนักลงทุนสถาบันเริ่มแสดงความกังวลต่อสภาวะตลาดที่ตึงตัวขึ้น Muhammad Qubbaj ผู้บริหารจาก Goldman Sachs ได้ให้ความเห็นว่า บอนด์ยีลด์มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันต่อไป ท่ามกลางราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงและอุปสงค์จากนักลงทุนสถาบันที่เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของราคาในระยะสั้น
ในฝั่งของตลาดหุ้น ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.6% มาอยู่ที่ 7,773 จุด หลังจากที่เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ไปเมื่อวันก่อนหน้า การย่อตัวของตลาดหุ้นในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง (De-risking) ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกและเสถียรภาพของตลาดการเงินในภาพรวม
สำหรับทิศทางที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์และท่าทีของทางการสหรัฐฯ ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากความตึงเครียดดังกล่าวยังคงยืดเยื้อและส่งผลให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีอาจต้องเผชิญกับความผันผวนที่รุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยนักลงทุนควรติดตามข้อมูล On-chain และสภาพคล่องในตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าระดับราคาปัจจุบันจะสามารถสร้างฐานใหม่ได้หรือไม่ หรือจะต้องเผชิญกับแรงเทขายระลอกถัดไป