ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเผชิญกับแรงกดดันอีกครั้งเมื่อกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ บันทึกยอดเงินไหลออกสุทธิรวม 89.9 ล้านดอลลาร์ในวันจันทร์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการพลิกกลับของทิศทางกระแสเงินทุนหลังจากที่ตลาดเพิ่งบันทึกยอดเงินไหลเข้าสุทธิรวมประมาณ 293 ล้านดอลลาร์ในช่วงสองวันทำการก่อนหน้า โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 86,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่ยังคงห่างจากจุดสูงสุดตลอดกาล (ATH) เมื่อเดือนตุลาคม 2025 อยู่ประมาณ 32%
ข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่าปริมาณการซื้อขายรวมของกองทุน Bitcoin ETF อยู่ที่ 2.18 พันล้านดอลลาร์ในวันดังกล่าว แม้ว่าตัวเลขนี้จะสะท้อนถึงความสนใจที่ยังคงมีอยู่ในตลาด แต่การไหลออกของเม็ดเงินส่งผลให้ยอดเงินไหลเข้าสุทธิสะสม (Cumulative Net Inflows) ปรับตัวลดลงประมาณ 5.8% จากระดับ 61.3 พันล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 57.7 พันล้านดอลลาร์ การปรับตัวลงของราคา Bitcoin ในช่วงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากใกล้จะถึงวันครบรอบหนึ่งปีของจุดสูงสุดเดิมที่ 126,080 ดอลลาร์ ซึ่งนักลงทุนต่างจับตาดูว่าโครงสร้างตลาดจะสามารถสร้างฐานราคาใหม่ได้หรือไม่
ในขณะเดียวกัน ตลาดกองทุน Spot Ether (ETH) ETF ก็เผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายไม่แพ้กัน โดยมีการบันทึกยอดเงินไหลออกสุทธิประมาณ 51 ล้านดอลลาร์ในวันจันทร์ ส่งผลให้กองทุนกลุ่มนี้มีกระแสเงินไหลออกต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน รวมมูลค่าความเสียหายสะสมตลอดช่วงเวลาดังกล่าวสูงถึง 206 ล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดเงินไหลเข้าสุทธิสะสมของ Ether ETF ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 13.8 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังของนักลงทุนสถาบันที่มีต่อสินทรัพย์กลุ่ม Altcoin ในช่วงเวลานี้
ผลกระทบต่อสินทรัพย์ทางเลือกและภาพรวมตลาด
สำหรับกองทุนที่ลงทุนใน Altcoin อื่นๆ พบว่ามีผลลัพธ์ที่ค่อนข้างผสมผสาน โดยกองทุน Solana (SOL) และ Zcash (ZEC) ต่างเผชิญกับแรงเทขายโดยมีเงินไหลออกสุทธิ 9.3 ล้านดอลลาร์ และ 3.6 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ในขณะที่กองทุน XRP ETF ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินทุนสุทธิหลังจากที่เคยบันทึกยอดไหลออก 3.3 ล้านดอลลาร์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันนี้บ่งชี้ถึงการจัดสรรพอร์ตการลงทุนที่เน้นความปลอดภัยมากขึ้นของนักลงทุนสถาบันในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
การที่เม็ดเงินไหลออกจากกองทุน ETF ทั้งในฝั่ง Bitcoin และ Ether พร้อมกันนั้น เป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่แน่นอนในระยะสั้นที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ว่าการเติบโตของกองทุน ETF จะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อการยอมรับในสินทรัพย์ดิจิทัล แต่พฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็วก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลต่อสภาพคล่องในตลาดโดยรวม
ในมุมของการประเมินความเสี่ยงและโครงสร้างตลาด ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือความสามารถของ Bitcoin ในการรักษาแนวรับสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดแรงเทขายต่อเนื่องจากนักลงทุนสถาบันที่อาจกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค การที่ราคาซื้อขายยังคงต่ำกว่าระดับ ATH อย่างมีนัยสำคัญนั้น ยิ่งเพิ่มความกดดันให้ผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงใน Order Book ให้สอดคล้องกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในไตรมาสนี้