Strategy Inc. บริษัทภายใต้การนำของไมเคิล เซย์เลอร์ ได้เปิดเผยรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ผ่านแบบฟอร์ม 8-K โดยระบุถึงการจัดสรรเงินทุนที่น่าสนใจในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทได้ใช้เงินจำนวน 176.3 ล้านดอลลาร์ในการซื้อคืนหุ้นบุริมสิทธิ STRC จำนวนประมาณ 1.77 ล้านหุ้น ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่างบประมาณที่ใช้ในการเข้าซื้อ Bitcoin ถึงกว่า 6 เท่า โดยในช่วงเวลาเดียวกันนั้น บริษัทได้เข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มเติมจำนวน 334 BTC ด้วยมูลค่า 28.7 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดการถือครอง Bitcoin รวมของบริษัทแตะระดับ 848,000 BTC อย่างเป็นทางการ
การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการที่บริษัทเตรียมยื่นขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการจ่ายเงินปันผลสำหรับหุ้นบุริมสิทธิในกลุ่ม STRC, STRF, STRK และ STRD โดยบริษัทมีแผนที่จะเปลี่ยนรอบการจ่ายเงินปันผลให้เป็นแบบรายวันแทนที่กำหนดการเดิม เพื่อลดความล่าช้าในการนำเงินกลับมาลงทุนใหม่และเพิ่มสภาพคล่องให้กับหลักทรัพย์ของบริษัท ทั้งนี้ แผนการดังกล่าวจะถูกนำเสนอในการประชุมพิเศษของผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ หากได้รับการอนุมัติ กำหนดการจ่ายปันผลรายวันสำหรับ STRC จะเริ่มมีผลในเดือนพฤศจิกายน ส่วนหุ้นตัวอื่นจะทยอยปรับตามในเดือนมกราคมปีหน้า
กลไกการบริหารจัดการคลังสินทรัพย์และหุ้นบุริมสิทธิ
กลยุทธ์ของ Strategy Inc. ในช่วงไตรมาสที่ 3 แสดงให้เห็นถึงการปรับสมดุลระหว่างการสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลและการบริหารจัดการโครงสร้างทุนของบริษัทอย่างชัดเจน แม้ว่าบริษัทจะยังคงสถานะเป็นผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มบริษัทมหาชน แต่การเติบโตของยอดถือครองในไตรมาสที่ 3 กลับชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% จาก 846,000 BTC ในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ 847,666 BTC ในช่วงสิ้นเดือนกันยายน ซึ่งเป็นผลมาจากการขายทำกำไรบางส่วนที่เข้ามาหักลบกับยอดการเข้าซื้อในช่วงเวลาดังกล่าว
เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 2 ที่บริษัทมีการสะสม Bitcoin เพิ่มขึ้นเกือบ 11% จะเห็นได้ว่าความเร็วในการสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทลดลงอย่างมาก โดยยอดการเพิ่มขึ้นสุทธิในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่เพียง 1,666 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 143 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่บริษัทใช้เงินทุนไปกับการซื้อคืนหุ้น STRC สูงถึง 1.38 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทกำลังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการราคาหุ้นและสภาพคล่องของหลักทรัพย์ควบคู่ไปกับการรักษาฐาน Bitcoin ที่มีอยู่เดิม
ความเคลื่อนไหวนี้ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามในหมู่นักลงทุนถึงทิศทางของบริษัทในอนาคต โดยเฉพาะในแง่ของการจัดสรรเงินทุนที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การซื้อ Bitcoin เพียงอย่างเดียวเหมือนในช่วงที่ผ่านมา การที่บริษัทหันมาให้ความสำคัญกับการซื้อคืนหุ้นและปรับปรุงระบบปันผลอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความต้องการสร้างเสถียรภาพให้กับราคาหุ้น MSTR และ STRC เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดทุนแบบดั้งเดิมที่อาจมีความกังวลต่อความผันผวนของสินทรัพย์ดิจิทัล
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่า การที่บริษัทมีกำไรเบื้องต้นจากสินทรัพย์ดิจิทัลสูงถึง 20.91 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ผ่านมา เป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดเพียงพอในการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกทั้งในฝั่งของคริปโตและหุ้นของบริษัทเอง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายปันผลและการซื้อคืนหุ้นในระดับที่สูงเช่นนี้ จะส่งผลต่อความสามารถในการเข้าซื้อ Bitcoin ในอนาคตอย่างไร หากสภาวะตลาดมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี