ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเผชิญแรงกดดันอย่างหนักเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ บันทึกยอดเม็ดเงินไหลออกสุทธิ (Net Outflows) สูงถึง 484.9 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขการถอนเงินที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์นี้ได้พลิกสถานการณ์จากวันอังคารที่เคยมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ 118.8 ล้านดอลลาร์ ให้กลายเป็นภาวะติดลบในทันที
การเทขายในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมของเดือนตุลาคม โดยเม็ดเงินที่ไหลออกจำนวนมหาศาลได้ลบล้างยอดเงินไหลเข้าสุทธิสะสม 321.6 ล้านดอลลาร์ในช่วง 4 วันทำการแรกของเดือนไปจนหมดสิ้น ทำให้สถานะสุทธิของ Bitcoin ETF ตลอดเดือนตุลาคมพลิกกลับมาติดลบประมาณ 163 ล้านดอลลาร์ ข้อมูลจาก Farside Investors ระบุว่าแรงเทขายส่วนใหญ่นำโดย BlackRock’s iShares Bitcoin Trust (IBIT) ที่มียอดถอนออก 207.7 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย Fidelity’s FBTC ที่ 105.1 ล้านดอลลาร์ และ ARK 21Shares’ ARKB ที่ 101.7 ล้านดอลลาร์
ในขณะเดียวกัน ตลาด Ether ETF ยังคงเผชิญกับมรสุมอย่างต่อเนื่อง โดยบันทึกยอดเงินไหลออกสุทธิ 160.9 ล้านดอลลาร์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการไหลออกติดต่อกันเป็นวันที่ 7 แล้ว ส่งผลให้ยอดรวมการไหลออกของกองทุน Ether ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายนพุ่งสูงถึงประมาณ 569 ล้านดอลลาร์ โดย BlackRock’s iShares Ethereum Trust (ETHA) มียอดถอนออก 116.1 ล้านดอลลาร์ ตามด้วย Grayscale’s Ethereum Trust (ETHE) ที่ 25.8 ล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่ยังคงเปราะบางต่อสินทรัพย์กลุ่ม Ethereum ในช่วงเวลานี้
ผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดและทิศทางกระแสเงินทุนสถาบัน
ความเคลื่อนไหวของเม็ดเงินในกลุ่ม ETF สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันที่ตอบสนองต่อความผันผวนของราคา Bitcoin อย่างรวดเร็ว โดยราคา Bitcoin ได้ปรับตัวลดลงประมาณ 2% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มาเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 82,700 ดอลลาร์ การที่กองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง IBIT ซึ่งเคยมีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างแข็งแกร่งกลับมาเผชิญแรงเทขายในระดับร้อยล้านดอลลาร์ เป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่แน่นอนในระยะสั้นที่อาจส่งผลต่อสภาพคล่องโดยรวมของตลาด
เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง Bitcoin และ Ether จะพบว่าความแตกต่างของกระแสเงินทุนมีความชัดเจนมากขึ้น โดย Bitcoin ยังคงได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์หลักที่ดึงดูดเม็ดเงินได้มากกว่า แม้จะเผชิญแรงเทขายเป็นครั้งคราว ในขณะที่ Ether กำลังเผชิญกับความท้าทายในการรักษาฐานนักลงทุนสถาบัน ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยด้านความต้องการใช้งานบนเครือข่ายหรือการเปรียบเทียบผลตอบแทนกับสินทรัพย์ประเภทอื่นที่น่าสนใจกว่าในภาวะตลาดปัจจุบัน
สิ่งที่นักลงทุนและผู้เล่นระดับสถาบันให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดไปคือ การจับตาทิศทางของกระแสเงินทุนในสัปดาห์หน้าว่าจะสามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกได้หรือไม่ หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์การปรับพอร์ตครั้งใหญ่ก่อนสิ้นปี ความเสี่ยงที่ต้องระวังคือหากแรงเทขายยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ระดับราคาหลุดแนวรับสำคัญและกระตุ้นให้เกิดการล้างพอร์ตในตลาดอนุพันธ์ (Derivatives) ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดคริปโตในภาพรวม