นับตั้งแต่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (U.S. SEC) อนุมัติการจัดตั้งกองทุน Spot Bitcoin Exchange-Traded Funds (ETFs) ให้ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์หลักของสหรัฐอเมริกา กลุ่มกองทุนดังกล่าวซึ่งนำโดย iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของบริษัทจัดการสินทรัพย์ BlackRock และ Wise Origin Bitcoin Fund (FBTC) ของ Fidelity Investments ได้ก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางหลักที่นักลงทุนสถาบันใช้ในการเข้าถือครอง Bitcoin โดยยอดการถือครองรวมของกลุ่มกองทุน Spot ETF ในสหรัฐฯ ได้ขยับขึ้นทะลุระดับ 1 ล้าน BTC หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมดในระบบ
เมื่อพิจารณาสมดุลระหว่างความต้องการซื้อของสถาบันและปริมาณเหรียญที่ผลิตใหม่ (Supply-Demand Dynamics) หลังเหตุการณ์การลดรางวัลบล็อกครั้งที่ 4 (Fourth Bitcoin Halving) ซึ่งปรับลดรางวัลจากการขุดบล็อกลงครึ่งหนึ่งจาก 6.25 BTC เหลือ 3.125 BTC ต่อบล็อก ส่งผลให้เครือข่าย Bitcoin มีอัตราการผลิตเหรียญใหม่ออกสู่ระบบเฉลี่ยเพียงวันละประมาณ 450 BTC หรือคิดเป็นสัปดาห์ละประมาณ 3,150 BTC เท่านั้น ในขณะที่กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ใช้โครงสร้างการสร้างหน่วยลงทุนด้วยเงินสด (Cash Creation Model) ซึ่งกำหนดให้ผู้ดูแลสภาพคล่องต้องเข้าซื้อเหรียญ Bitcoin จริงเพื่อนำมาฝากไว้กับผู้รับฝากสินทรัพย์ระดับสถาบันตามยอดเงินไหลเข้าสุทธิรายวัน
นอกจากนี้ ข้อมูลจากเอกสารรายงานการถือครองหลักทรัพย์รายไตรมาส (Form 13F) ที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารตั้งแต่ 100 ล้านดอลลาร์ขึ้นไปต้องยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของกลุ่มผู้ถือหน่วยลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งกลุ่มที่ปรึกษาการลงทุนจดทะเบียน (Registered Investment Advisors: RIAs) ธนาคารเพื่อการลงทุน กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และกองทุนบำเหน็จบำนาญ
อีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญด้านโครงสร้างตลาดคือการที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ทั้ง SEC, CFTC และสำนักหักบัญชี Options Clearing Corporation (OCC) ได้อนุมัติให้เปิดซื้อขายสัญญาออปชันอ้างอิงหน่วยลงทุน Spot Bitcoin ETF (เช่น ออปชันของกองทุน IBIT บนตลาด Nasdaq) ซึ่งช่วยให้กองทุนสถาบันสามารถใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์อนุพันธ์ภายใต้กรอบกฎหมายตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ได้อย่างครบวงจร