ความเคลื่อนไหวล่าสุดในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเกิดขึ้นเมื่อข้อมูลจาก Arkham Intelligence เผยให้เห็นว่า กระเป๋าเงินที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทำการโอนย้าย Bitcoin จำนวน 12,267 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.01 พันล้านดอลลาร์ในช่วงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่ถูกยึดได้จากเหตุการณ์แฮกแพลตฟอร์ม Bitfinex ในปี 2016 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงที่สุดในรอบสัปดาห์
จากการตรวจสอบข้อมูล On-chain พบว่าเหรียญทั้งหมดถูกย้ายไปยังที่อยู่กระเป๋าเงินใหม่ที่ยังไม่มีการระบุตัวตน (Unlabeled wallets) แทนที่จะเป็นการโอนเข้าสู่กระดานเทรดเพื่อเตรียมขายในตลาด ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับการปรับโครงสร้างการจัดเก็บสินทรัพย์ (Wallet reshuffling) มากกว่าการเทขายเพื่อทำกำไร โดยก่อนหน้านี้เพียง 24 ชั่วโมง รัฐบาลสหรัฐฯ ได้มีการโอนย้าย Bitcoin ประมาณ 3,200 BTC และ USDT มูลค่า 119 ล้านดอลลาร์ไปยัง Coinbase Prime ซึ่งเป็นบริการด้าน Custody สำหรับสถาบัน
การเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการโอนย้าย Bitcoin และ Ether มูลค่ารวมกว่า 288 ล้านดอลลาร์ไปยัง Coinbase Prime ผ่านกระเป๋าเงินตัวกลางเช่นกัน ทั้งนี้ ตามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ได้มีการกำหนดให้ Bitcoin ที่ถูกยึดมาได้นั้นต้องถูกนำเข้าสู่ Strategic Bitcoin Reserve และมีนโยบายชัดเจนว่าไม่ควรนำออกมาขายในตลาดทั่วไป เพื่อรักษาเสถียรภาพของสินทรัพย์ดิจิทัลที่รัฐบาลถือครองอยู่
นัยสำคัญต่อโครงสร้างตลาดและนโยบายการถือครองสินทรัพย์
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เลือกใช้บริการ Coinbase Prime สำหรับการโอนย้ายสินทรัพย์นั้น ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเทขายเสมอไป เนื่องจากแพลตฟอร์มดังกล่าวมีบทบาทหลักในการเป็นผู้ดูแลสินทรัพย์ (Custodian) ให้กับสถาบันการเงินและหน่วยงานรัฐบาล การที่เหรียญถูกย้ายไปยังกระเป๋าเงินใหม่ที่ไม่มีการระบุตัวตนแทนที่จะเป็นกระดานเทรด จึงช่วยลดความกังวลของนักลงทุนในระยะสั้นเกี่ยวกับแรงเทขายที่จะกดดันราคาตลาด
เมื่อพิจารณาจากภาพรวมตลาด ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ารวมสูงถึง 25.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งการบริหารจัดการสินทรัพย์เหล่านี้กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เนื่องจากนโยบายการจัดตั้ง Strategic Bitcoin Reserve จะส่งผลต่อสภาพคล่องและทิศทางของราคาในอนาคต หากมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางในการจัดการสินทรัพย์เหล่านี้ในภายหลัง อาจกลายเป็นปัจจัยหนุนหรือแรงกดดันสำคัญต่อตลาดคริปโตเคอร์เรนซีได้
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่า ความโปร่งใสของข้อมูล On-chain ช่วยให้นักลงทุนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกระเป๋าเงินรัฐบาลได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยลดความตื่นตระหนกจากข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือการเปลี่ยนแปลงนโยบายการกำกับดูแลหรือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันในระยะยาว โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดกำลังเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยมหภาค